วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

AI Impact Summit ทิ้งโจทย์ใหญ่ อินเดียเดินหน้าเอไอ เงินทุนพุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสิทธิ

AI Impact Summit ทิ้งโจทย์ใหญ่ อินเดียเดินหน้าเอไอ เงินทุนพุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสิทธิ

การประชุม AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-20 กุมภาพันธ์  ปิดฉากลงแล้ว ทิ้งภาพรวมของเวทีที่ผสานทั้งเม็ดเงินลงทุนระดับประวัติการณ์ การขยับหมากทางภูมิรัฐศาสตร์ และข้อถกเถียงเรื่องสิทธิมนุษยชนจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์

ตลอด 5 วันของการประชุม บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จากสหรัฐและกลุ่มทุนอินเดียประกาศแผนลงทุนด้านเอไอรวมหลายแสนล้านดอลลาร์ 

ในระดับสากล กลุ่มบริษัทโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ขนาดใหญ่ เช่น Amazon, Microsoft, Meta และ Alphabet ได้ประกาศงบลงทุนด้านเอไอในปีนี้ ซึ่งรวมกันอาจแตะ 700,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนการแข่งขันเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล ชิปประมวลผล ไปจนถึงการพัฒนาโมเดลขนาดใหญ่

สำหรับอินเดีย กลุ่มทุนขนาดใหญ่ภายในประเทศประกาศแผนลงทุนที่มีขนาดใกล้เคียงโครงการระดับชาติ กลุ่ม Reliance Industries มีรายงานเตรียมลงทุน 110,000 ล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับเอไอ

ขณะที่ Adani Group ประกาศแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลด้านเอไอมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปีข้างหน้า การลงทุนเหล่านี้มุ่งขยายความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นหัวใจของการฝึกและใช้งานโมเดลเอไอ

บริษัทจากสหรัฐ ใช้เวทีนี้ประกาศความร่วมมือเชิงลึกกับพันธมิตรอินเดีย Microsoft ระบุว่าจะลงทุน 50,000 ล้านดอลลาร์ในโครงการเอไอในประเทศกลุ่มโลกใต้ (Global South) ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ขณะที่ OpenAI และ AMD ประกาศความร่วมมือกับ Tata Group เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถด้านเอไอภายในประเทศ 

นอกจากนี้ Blackstone เปิดเผยว่าเข้าร่วมระดมทุน 600 ล้านดอลลาร์ให้กับ Neysa ซึ่งเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานเอไอของอินเดีย

ด้าน Nvidia ประกาศขยายความร่วมมือกับกองทุนร่วมลงทุนในอินเดีย เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปเทคโนโลยีในระบบนิเวศเอไอของประเทศ 

อย่างไรก็ตาม อนิรุธ สุรี (Anirudh Suri) หุ้นส่วนผู้ก่อตั้ง India Internet Fund ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า แม้ตลาดทุนอินเดียจะเติบโตในช่วงปลายปี 2568 แต่เงินลงทุนจากกองทุนร่วมลงทุนและไพรเวตอิควิตี้ที่มุ่งสู่สตาร์ตอัปเอไอยังไม่มากนัก โดยยังไม่เห็นการไหลเข้าของทุนเอกชนในระดับที่เพียงพอสำหรับการผลักดันผู้ประกอบการเอไอ

อินเดียในสมรภูมิเทคโนโลยีโลก

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อินเดียประกาศเป้าหมายเป็นหนึ่งในมหาอำนาจเทคโนโลยี รัฐบาลได้อนุมัติโครงการลงทุนด้านเซมิคอนดักเตอร์รวม 18,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

ในเวทีเดียวกัน อินเดียและสหรัฐลงนามในข้อตกลง Pax Silica ซึ่งเป็นความริเริ่มที่สหรัฐผลักดันในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีซิลิคอนและชิปขั้นสูง 

นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี กล่าวในพิธีเปิดว่า เอไอมีพลังทั้งด้านสร้างสรรค์และทำลาย เปรียบเทียบกับพลังงานนิวเคลียร์ และตั้งคำถามว่าควรกำกับดูแลอย่างไรเพื่อให้เทคโนโลยีรับใช้ประชาชน เขาระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงศักยภาพในอนาคต แต่คือการนำมาใช้แก้ปัญหาในปัจจุบัน

นักวิชาการ สุชานต์ กุมาร ยาดูกา (Sushant Kumar Yaduka) จากคณะนโยบายสาธารณะและการปกครอง มหาวิทยาลัยโอม พรากาช จินดัล ให้สัมภาษณ์ว่า อินเดียกำลังพยายามวางบทบาทเป็นทางเลือกที่สามระหว่างสหรัฐกับจีน โดยเน้นบทบาทของประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มประเทศโลกใต้ที่อาจไม่มีทรัพยากรแข่งขันในระดับเดียวกับมหาอำนาจ

ในช่วงเดียวกัน โมดีได้พบหารือกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา โดยมีการประกาศความร่วมมือด้านกลาโหม พลังงาน เภสัชกรรม และแร่สำคัญ รัฐบาลอินเดียย้ำแนวคิด “อธิปไตยเชิงยุทธศาสตร์” รักษาความยืดหยุ่นทางการทูตท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

AI Impact Summit ทิ้งโจทย์ใหญ่ อินเดียเดินหน้าเอไอ เงินทุนพุ่ง ท่ามกลางแรงกดดันสิทธิ

ผู้นำเทคโนโลยีและท่าทีต่อศักยภาพอินเดีย 

การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทเอไอเข้าร่วม ได้แก่ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) จาก OpenAI, สุนดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) จาก Alphabet, ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) จาก Anthropic และ เดมิส ฮัสซาบิส (Demis Hassabis) จาก Google DeepMind โดยผู้นำแต่ละบริษัทได้ส่ง “สาร” ที่แต่ละคนเลือกจะสื่อออกมา เพราะสิ่งที่พวกเขาพูด ไม่ได้สื่อสารแค่กับผู้ฟังในฮอลล์ แต่สื่อสารกับรัฐบาลอินเดีย นักลงทุน และประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนมาก

อัลท์แมน ไม่ได้พูดถึงโมเดลรุ่นถัดไปเพียงอย่างเดียว แต่เน้นคำว่า “AI infrastructure” อย่างชัดเจน เขาอธิบายว่า การสร้างโมเดลระดับ frontier ต้องอาศัย 3 เสาหลัก คือ พลังประมวลผล บุคลากรคุณภาพสูง และชุดข้อมูลที่หลากหลาย

สารที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนี้คือ อินเดียไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ตลาดผู้ใช้หลายร้อยล้านคน แต่เป็นฐานทรัพยากรเชิงระบบ โดยเฉพาะกำลังคนด้านวิศวกรรมและซอฟต์แวร์ การเปิดกว้างต่อความร่วมมือทั้งในรูปแบบโครงสร้างพื้นฐานร่วม และการนำเอไอไปใช้ในภาครัฐ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข สะท้อนว่า OpenAI กำลังขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์ออกจากสหรัฐไปสู่ประเทศที่มีทั้ง scale และ talent

ด้านอาโมเดอี โฟกัสต่างออกไป เขาพูดถึง “AI safety” และ “alignment” อย่างเป็นระบบ โดยเตือนว่าความสามารถของโมเดลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยง หากถูกใช้ในระบบการเงิน ความมั่นคง หรือสาธารณสุขโดยไม่มีกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม

สารของ Anthropic จึงชัดเจนว่า การขยายตลาดต้องมาพร้อมการหารือเชิงกำกับดูแลตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เร่งความเร็วแล้วค่อยแก้ปัญหาภายหลัง สำหรับประเทศที่กำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไออย่างอินเดีย นี่คือการเตือนเชิงนโยบายโดยตรง

ขณะที่ฮัสซาบิส พูดในเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่าเชิงพาณิชย์ เขาอธิบายศักยภาพของเอไอในการเร่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การออกแบบยา วัสดุใหม่ ไปจนถึงการจำลองระบบซับซ้อน มุมมองนี้ทำให้อินเดียถูกวางตำแหน่งเป็นฐานวิจัย ไม่ใช่แค่ฐานลูกค้า เพราะความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิทยาศาสตร์ในประเทศ สามารถยกระดับบทบาทของอินเดียจากผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ผู้ร่วมพัฒนาองค์ความรู้ระดับโลก

ฝั่งของพิชัย เขาไม่ได้พูดถึงเอไอในฐานะเทคโนโลยีใหม่ แต่พูดถึงมันในฐานะ “ชั้นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล” สิ่งที่เขาเน้นมี 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 

  • การฝังเอไอลงในบริการหลักทั้งหมดของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นระบบค้นหา คลาวด์ หรือเครื่องมือทำงาน เขาชี้ให้เห็นว่า เอไอจะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์แยกต่างหากอีกต่อไป แต่จะเป็นกลไกเบื้องหลังของทุกบริการดิจิทัล 
  • การพัฒนาแบบจำลองที่รองรับหลายภาษา โดยเฉพาะภาษาท้องถิ่นจำนวนมากของอินเดีย เพราะอินเดียไม่ได้มีเพียงภาษาเดียว การทำให้ระบบเข้าใจและสื่อสารได้ในภาษาท้องถิ่น คือการเปิดประตูให้ประชากรอีกหลายร้อยล้านคนเข้าถึงบริการดิจิทัลขั้นสูง
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เพื่อรองรับภาระงานด้านเอไอ เพราะการพัฒนาแบบจำลองขนาดใหญ่ต้องใช้พลังประมวลผลและศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ประเทศนั้นจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ

อีกคำที่สื่อภาษาอังกฤษจับตา คือคำว่า “DeepSeek moment” ซึ่งถูกหยิบยกโดยแบรด สมิธ (Brad Smith) ประธานของ Microsoft คำนี้หมายถึงช่วงเวลาที่ประเทศหนึ่งสามารถพัฒนาแบบจำลองเอไอขั้นแนวหน้าด้วยตนเอง จนสร้างแรงสั่นสะเทือนในระดับโลก 

สมิธกำลังสื่อว่า ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ครั้งต่อไป อาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในซิลิคอนวัลเลย์หรือจีนเท่านั้น เพราะอินเดียมีวิศวกรจำนวนหลายล้านคน ผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์จำนวนมากในแต่ละปี อีกทั้งยังมีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Tata Group, Infosys และ Wipro เป็นฐานอุตสาหกรรมเดิมอยู่แล้ว

ปัญหาการจัดงานและข้อถกเถียง

แม้งานจะมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แต่ก็เกิดความสับสนด้านการจัดการ สื่อมวลชนรายงานว่ามีความไม่ชัดเจนเรื่องการเข้าพื้นที่จัดงานที่ Bharat Mandapam โดยเฉพาะในวันที่นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมเปิดงาน มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งด้านความปลอดภัยและเวลาเข้าพื้นที่หลายครั้ง ทำให้สื่อและผู้แทนบางส่วนแสดงความไม่พอใจ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีของ บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเดิมมีกำหนดกล่าวปาฐกถา ถอนตัวจากงาน ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีตกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein)

อีกกรณีหนึ่งคือมหาวิทยาลัย Galgotias ซึ่งนำหุ่นยนต์สุนัขที่ผลิตโดยบริษัทจีน Unitree มาจัดแสดง โดยมีการกล่าวอ้างว่าเป็นผลงานที่พัฒนาโดยสถาบัน ต่อมามีผู้ใช้ออนไลน์ตั้งข้อสังเกตว่าหุ่นยนต์ดังกล่าวผลิตโดยบริษัทจีน ทางมหาวิทยาลัยจึงออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าเป็นการใช้เครื่องมือที่มีจำหน่ายทั่วไปเพื่อฝึกทักษะนักศึกษา

รัฐมนตรีเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดีย อัศวินี ไวษณอว์ (Ashwini Vaishnaw) กล่าวขออภัยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในวันแรกของการประชุม

เสียงจากองค์กรสิทธิมนุษยชน

ภายหลังการประชุม เอริกา เกวารา โรซาส (Erika Guevara Rosas) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยและรณรงค์ของ Amnesty International แถลงว่า ถ้อยแถลงเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนาเอไอในเวทีดังกล่าวขัดแย้งกับข้อกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยีที่กระทบสิทธิมนุษยชนในอินเดีย

แอมเนสตี้ระบุว่า งานวิจัยขององค์กรในปี 2567 พบว่า ระบบอัตโนมัติในรัฐเตลังคานา ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านอาหาร รายได้ และที่อยู่อาศัย และในปี 2564 องค์กรได้ตรวจสอบผลกระทบของเทคโนโลยีจดจำใบหน้าในเมืองไฮเดอราบาด ซึ่งถูกตั้งคำถามเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวและการเลือกปฏิบัติ

องค์กรเรียกร้องให้รัฐต่างๆ กำหนดกฎเกณฑ์ที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เพื่อกำหนดข้อห้ามชัดเจนต่อเทคโนโลยีที่ไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน และสร้างกลไกให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต

อ้างอิง: CNBC 1CNBC 2The New York Times Bloomberg และ Amnesty