วันพฤหัสบดี ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

อินเดียเร่งสปีด AI ชนสหรัฐ-จีน ดันเงินสะพัด 4 แสนล้านดอลลาร์ ปักธง ‘ฮับเอไอ’ แห่งกลุ่มโลกใต้

อินเดียเร่งสปีด AI ชนสหรัฐ-จีน ดันเงินสะพัด 4 แสนล้านดอลลาร์ ปักธง ‘ฮับเอไอ’ แห่งกลุ่มโลกใต้

กระแสความกังวลต่อปัญญาประดิษฐ์ทวีความชัดเจนขึ้นช่วงต้นปี 2569 ท่ามกลางเสียงเตือนจากทั้งผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ผู้นำองค์กรการเงินระหว่างประเทศ และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ถ้อยคำที่ถูกใช้ซ้ำๆ คือ “เร็วเกินคาด” “ผลกระทบกว้างกว่าที่คิด” และ “ยังไม่รู้ว่าจะควบคุมได้แค่ไหน”

ภาพเปรียบเปรยที่ถูกหยิบมาใช้บ่อย คือ “สึนามิ” หรือ “AI Tsunami” คลื่นขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็ว มองเห็นชัด แต่ยังไม่รู้ว่าควรวิ่งหนีไปทางไหน

ในงานประชุมระดับนานาชาติด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้ชื่อ AI Impact Summit ที่จัดขึ้นที่ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 16-20 ก.พ.69 กลายเป็นงานเอไอที่โลกจับตามอง มีผู้นำประเทศ ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม

หัวข้อหลักงานนี้  คือ การกำหนดทิศทางการพัฒนาและการกำกับดูแลเอไอในระดับโลก การจัดประชุมครั้งนี้ถูกจับตา เนื่องจากที่ผ่านมา เสียงที่พูดถึงเอไออย่างเข้มข้นมักมาจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป รวมถึงจีน ขณะที่ประเทศในกลุ่มโลกใต้ (Global South) มีความกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี

ซีอีโอกูเกิล ซุนดาร์ พิชัย ร่วมเวที

เมื่อวันพุธที่ 18 ก.พ. นายซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกูเกิลเดินทางถึงกรุงนิวเดลี เพื่อเข้าร่วมงานประชุมครั้งนี้ มีกำหนดขึ้นกล่าวปาฐกถาหลัก ในวันที่ 20 ก.พ.69 

นายพิชัย โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “Nice to be back in India for the AI Impact Summit - a very warm welcome as always and the papers looked great too.” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “ดีใจที่ได้กลับมาอินเดียอีกครั้งสำหรับงาน AI Impact Summit ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นเคย และเอกสารต่างๆ ก็ดูน่าสนใจมาก”

นอกจากนี้ ยังมีบรรดาผู้นำบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จาก ซิลิคอนวัลเลย์ รายอื่น ที่เตรียมเดินทางเข้าร่วมการประชุมตลอดสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็น แซม อัลท์แมนจาก โอเพนเอไอ และดาริโอ อโมเดอีจ ากแอนโทรปิกโดยบริษัทเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันระดับหลายล้านล้านดอลลาร์

จับตาอินเดียเจิดจรัสในเวทีเอไอโลก

งานประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่อินเดีย กำลังผลักดันบทบาทของตนในเวทีปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก งานดังกล่าวรวบรวมผู้กำหนดนโยบายจากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ ภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และภาคประชาสังคมจากทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับทิศทางและผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ANI กล่าวถึงผลกระทบของเอไอต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศ พร้อมระบุถึงแนวทางของรัฐบาลในการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคส่วนนี้

เขา ระบุว่า ภาคไอทีของอินเดียเป็นกระดูกสันหลังของการส่งออกภาคบริการ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมชี้ว่า เอไอเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยอ้างถึงการคาดการณ์ตลาดเอไอที่เปิดเผยว่า ภาคไอทีของอินเดียอาจมีมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 ปัจจัยสำคัญมาจากคลื่นลูกใหม่ของการจ้างงานเอาต์ซอร์สที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ และระบบอัตโนมัติเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม

งาน AI Impact Summit ถูกระบุว่าเป็นการประชุมเอไอระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นในกลุ่มประเทศโลกใต้ มีเป้าหมายสะท้อนศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเอไอภายใต้วิสัยทัศน์ระดับชาติของอินเดียที่ใช้แนวคิด “Sarvajana Hitaya, Sarvajana Sukhaya” หมายถึง ประโยชน์สุขของคนทุกคนและสอดคล้องกับหลักการสากลเรื่อง AI for Humanity หรือเอไอเพื่อมนุษยชาติ

การประชุมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 110 ประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ 30 แห่ง มีผู้นำประเทศหรือผู้นำรัฐบาลเข้าร่วมประมาณ 20 คน และมีรัฐมนตรีเข้าร่วมราว 45 คน และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการกำกับดูแล ความปลอดภัย และผลกระทบทางสังคมของปัญญาประดิษฐ์มุ่งเน้นการสร้างกรอบการทำงานร่วมกันในระดับโลก

สมรภูมิเอไอโลกระอุ

ครั้งนี้ อินเดียในฐานะประเทศเจ้าภาพ พยายามสะท้อนมุมมองของประเทศกำลังพัฒนาอินเดีย มีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศของเอไอ ทั้งในฐานะศูนย์กลางแรงงานเทคโนโลยีและฐานการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทข้ามชาติอย่าง Google, Nvidia Amazon ได้ลงทุนศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์ในเมืองสำคัญ เช่น เบงกาลูรู ไฮเดอราบัด และมุมไบ

ขณะที่ อินเดียได้เดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มเอไอของตัวเองภายใต้โครงการที่เรียกว่า AI Mission ใช้งบประมาณ1,200 ล้านดอลลาร์

ผู้สร้างเอไอเตือนการกำกับดูแล

ในอีกด้านหนึ่ง บทความ และบทสัมภาษณ์จำนวนมากเผยแพร่ผ่านสื่อ และเวทีสาธารณะ ต่างสะท้อนความไม่แน่นอนต่อทิศทางของเทคโนโลยี เอไอ หนึ่งในเสียงเตือนสำคัญมาจาก ดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทพัฒนาโมเดลเอไอรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งเผยแพร่บทความยาวกว่า 19,000 คำผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว โดยระบุว่าเอไอกำลังพัฒนาเร็วเกินกว่าที่คาดไว้

อาโมเดอี อธิบายว่า ในปี 2566 เอไอยังมีข้อจำกัดในการเขียนโค้ดคอมพิวเตอร์ แต่ปัจจุบันเอไอสามารถเขียนโค้ดส่วนใหญ่ที่ใช้ภายในบริษัทได้แล้ว พร้อมทั้งประเมินว่าในอนาคตอันใกล้ เอไอจะสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องกับความสามารถทางปัญญาของมนุษย์ได้หลากหลายประเภท และอาจครอบคลุมเกือบทั้งหมด

เขาระบุด้วยว่า แม้เทคโนโลยีใหม่ในอดีตจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดแรงงาน แต่เอไออาจก่อให้เกิดผลกระทบที่กว้างและรวดเร็วกว่ารอบก่อนหน้า ทีมทดสอบของบริษัทพบพฤติกรรมของโมเดลที่แปลกและคาดเดายาก เช่น การหลอกลวง การวางแผนซับซ้อน หรือพฤติกรรมต่อต้านเมื่อถูกสั่งปิดระบบ

นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบสถานการณ์สมมติที่พบว่า โมเดลบางส่วนเลือกยกเลิกการแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินที่ช่วยชีวิตผู้บริหาร หากมองว่า ตนเองกำลังจะถูกแทนที่ อาโมเดอี ยังแสดงความกังวลต่อความเป็นไปได้ที่เอไออาจช่วยออกแบบอาวุธโดยเฉพาะในด้านชีววิทยา ซึ่งเขาระบุว่าเป็นพื้นที่ที่น่ากังวลมากที่สุด

อีกมุมหนึ่ง แมตต์ ชูเมอร์ ผู้บริหารและนักลงทุนด้านเอไอ เผยแพร่บทความชื่อ Something Big is Happening ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา วิธีการพัฒนาโมเดลเอไอแบบใหม่ทำให้ความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด โมเดลรุ่นใหม่ไม่ได้เพียงดีขึ้น แต่ดีขึ้นด้วยระยะห่างที่มากกว่าเดิม และถูกพัฒนาออกมาถี่ขึ้นกว่าเดิม

ชูเมอร์ อธิบายว่า เอไอในช่วงแรกยังไม่สามารถคำนวณพื้นฐานได้อย่างแม่นยำ แต่ต่อมาในปี 2566 สามารถสอบผ่านใบอนุญาตทนายความ และในปี 2567 สามารถเขียนซอฟต์แวร์และอธิบายวิทยาศาสตร์ระดับบัณฑิตศึกษาได้ ล่าสุด โมเดลใหม่ที่เปิดตัวทำให้เทคโนโลยีก่อนหน้าดูเหมือนอยู่คนละยุค

เขาระบุว่า เอไอไม่ใช่แค่เครื่องมืออัตโนมัติแทนงานเฉพาะด้าน แต่เป็นระบบที่สามารถทดแทนงานที่ใช้ความคิดโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นงานกฎหมาย การเงิน การแพทย์ หรือบริการลูกค้า โดยเฉพาะงานที่ทำผ่านหน้าจอ เช่น การอ่าน วิเคราะห์ เขียน และตัดสินใจ

60% ของงานในประเทศพัฒนาแล้วกระทบ

ด้านเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่าผลการศึกษาของ IMF ชี้ว่า ในประเทศพัฒนาแล้วกว่า 60% ของงานจะได้รับผลกระทบจากเอไอ ไม่ว่าจะเป็นการถูกแทนที่ ปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่ทั่วโลกตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 40%

เธอเปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือน “สึนามิที่ซัดเข้าสู่ตลาดแรงงาน” คนรุ่นใหม่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นจำนวนมากมีลักษณะเป็นงานที่เอไอสามารถทำแทนได้ เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น งานสรุปเอกสาร หรือการประมวลผลข้อมูล

จอร์เจียวา กล่าวว่า หนึ่งในสิบของงานในประเทศพัฒนาแล้วได้รับการเสริมด้วยเอไอ ซึ่งช่วยเพิ่มค่าจ้างและประสิทธิภาพ แต่แรงงานที่ไม่ได้ใช้เอไออาจเผชิญแรงกดดันด้านค่าจ้าง พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงจากการกำกับดูแลที่ยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง

ถ้ามองให้ลึกกว่าตัวเลข 60% ของงานที่อาจได้รับผลกระทบจากเอไอสิ่งที่ผู้นำองค์กรอย่างจอร์เจียวากำลังสื่อ ไม่ใช่แค่ความกังวลเรื่องการว่างงาน แต่คือ การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ

ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ตลาดแรงงานจะค่อยๆ ปรับตัว เครื่องจักรแทนแรงงานใช้แรง โทรศัพท์แทนจดหมาย อินเทอร์เน็ตแทนร้านค้าแบบดั้งเดิม แต่รอบนี้ต่างออกไป เพราะเอไอไม่ได้เข้ามาแทนที่ “แรงงานทางกายภาพ” เป็นหลัก หากแต่กำลังเข้าไปแตะ “แรงงานทางปัญญา” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่

งานที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล การเขียน การทำรายงาน การตรวจเอกสาร กำลังถูกตั้งคำถามว่า ยังจำเป็นต้องใช้คนจำนวนเท่าเดิมหรือไม่ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเอไอจะทำงานได้แทนมนุษย์ทั้งหมดหรือไม่ แต่คือ อำนาจต่อรองในตลาดแรงงานกำลังเปลี่ยนข้าง

เมื่อบริษัทสามารถให้ระบบอัตโนมัติทำงานได้ 30-50% ของกระบวนการเดิม บริษัทไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างทั้งหมด แต่สามารถชะลอการจ้างใหม่ ลดตำแหน่งเริ่มต้น หรือควบรวมบทบาทงานเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์คือ คนที่เพิ่งจบการศึกษาจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับแรงกระแทก นี่คือสิ่งที่ทำให้คำเปรียบเทียบว่าเอไอเป็น “สึนามิ” มีความหมาย เพราะมันไม่ได้ค่อยๆ กัดกินพื้นที่ทีละอุตสาหกรรม แต่กำลังแทรกซึมพร้อมกันหลายภาคส่วน ทั้งการเงิน กฎหมาย การตลาด เทคโนโลยี และบริการลูกค้า

บนเวทีเดียวกัน คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป กล่าวถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากเอไอเป็นเทคโนโลยีที่ใช้เงินทุนสูงใช้พลังงานสูง และต้องพึ่งพาข้อมูลจำนวนมาก หากประเทศต่างๆ ไม่ร่วมมือกัน อาจเกิดข้อจำกัดด้านเงินทุนและข้อมูล

ปลดพนักงาน ‘การอ้างเอไอ’

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า ในปี 2568 มีการปลดพนักงานในสหรัฐ เกือบ 55,000 ตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับการนำเอไอมาใช้

ขณะที่อเมซอน (Amazon) ประกาศลดพนักงาน 15,000 ตำแหน่ง และ มาร์ค เบนิออฟ ซีอีโอของเซลส์ฟอร์ส (Salesforce) ระบุว่า บริษัทลดพนักงานฝ่ายบริการลูกค้าหลายพันตำแหน่ง หลังเอไอสามารถทำงานได้ครึ่งหนึ่งของภาระงานเดิม

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายเห็นว่าการเชื่อมโยงการปลดพนักงานกับเอไออาจเร็วเกินไป แซนเดอร์ ฟานต์ นอร์เดนเดอ ซีอีโอของแรนด์สตัด มองว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวมก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน

รายงานของ Mercer ซึ่งสำรวจแรงงาน 12,000 คนทั่วโลก พบว่าความกังวลเรื่องการตกงานจากเอไอเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และแรงงานจำนวนมากเห็นว่าผู้นำองค์กรประเมินผลกระทบทางอารมณ์และจิตใจต่ำเกินไป

นักวิเคราะห์จากธนาคารพาณิชย์ และวาณิชธนกิจรายใหญ่ของเยอรมนี ระบุว่า ความวิตกเกี่ยวกับเอไออาจขยายตัวในปี 2569 และสะท้อนผ่านคดีความด้านลิขสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยของผู้ใช้งาน

ขณะเดียวกัน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบการลดลง 16% ของการจ้างงานในตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับบัณฑิตจบใหม่หลังการเปิดตัว ChatGPT ในเดือนพ.ย.2565 แม้ผลศึกษาจะระบุว่าข้อมูลยังไม่ชัดเจน

อีกด้านหนึ่ง รายงานของ Budget Lab มหาวิทยาลัยเยล ระบุว่า สัดส่วนการจ้างงานในแต่ละอาชีพของสหรัฐ ระหว่างปี 2565-2568 ยังไม่เปลี่ยนแปลง ภาพรวมจึงยังเป็นช่วงรอยต่อ ระหว่างการคาดการณ์กับข้อเท็จจริง ขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลักฐานเชิงประจักษ์ยังอยู่ระหว่างการสะสม

แม้เอไอจะถูกมองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลาเดียวกัน ผู้พัฒนา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำธุรกิจจำนวนมากยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินผลกระทบระยะยาวได้อย่างชัดเจน ขณะที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยียังคงเดินหน้าต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามเรื่องการกำกับดูแล ความเหลื่อมล้ำ และอนาคตของตลาดแรงงานโลก