อินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติด้านปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้ชื่อ AI Impact Summit ที่กรุงนิวเดลี โดยมีผู้นำประเทศ ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ และภาคประชาสังคมเข้าร่วม
หัวข้อหลักคือ การกำหนดทิศทางการพัฒนาและการกำกับดูแลเอไอในระดับโลก การจัดประชุมครั้งนี้ถูกจับตา เนื่องจากที่ผ่านมา เสียงที่พูดถึงเอไออย่างเข้มข้นมักมาจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป ขณะที่ประเทศในกลุ่มโลกใต้ (Global South) มีความกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี
เวทีนี้พัฒนามาจากการประชุมเดิมที่ใช้ชื่อว่า AI Safety Summit ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในสหราชอาณาจักรในปี 2566 หลังจากนั้น เปลี่ยนชื่อเป็น AI Action Summit ในการจัดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
โดยเมื่อปี 2567 การประชุมที่ปารีสเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศตะวันตกเกี่ยวกับบทบาทความเป็นผู้นำด้านเอไอ โดยรองประธานาธิบดีสหรัฐ เจดี แวนซ์ (JD Vance) กล่าวสุนทรพจน์ย้ำว่า สหรัฐต้องรักษาตำแหน่งผู้นำด้านเอไอ และเตือนว่าไม่ควรมีกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปจนกระทบการเติบโตของอุตสาหกรรม
สำหรับการประชุมที่นิวเดลีในปี 2569 อินเดียในฐานะประเทศเจ้าภาพพยายามสะท้อนมุมมองของประเทศกำลังพัฒนา อินเดียมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศของเอไอ ทั้งในฐานะศูนย์กลางแรงงานเทคโนโลยีและฐานการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทข้ามชาติอย่าง Google, Nvidia และ Amazon ได้ลงทุนในศูนย์ข้อมูลและระบบคลาวด์ในเมืองสำคัญ เช่น เบงกาลูรู ไฮเดอราบัด และมุมไบ
ขณะเดียวกัน อินเดียยังเป็นแหล่งแรงงานจำนวนมากที่ทำหน้าที่คัดกรองและจัดหมวดหมู่ข้อมูล ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการฝึกเอไอ คนทำงานกลุ่มนี้ได้รับค่าตอบแทนในระดับต่ำ
เว็บไซต์จัดหางาน Glassdoor ระบุว่า ผู้ฝึกข้อมูลเอไอในเมืองเชนไนมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 480,000 รูปีต่อปี หรือไม่ถึง 5,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับมูลค่าบริษัทผู้พัฒนาแชตบอตอย่าง OpenAI ซึ่งมีมูลค่าประเมินมากกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์
ในหนังสือ Empire of AI นักข่าว คาเรน เฮา (Karen Hao) กล่าวถึงบริษัทแห่งหนึ่งในอินเดียที่รับงานกลั่นกรองภาพที่สร้างโดยเอไอ รวมถึงภาพที่มีเนื้อหารุนแรงหรือกระทบจิตใจ เพื่อพิจารณาว่าควรถูกบล็อกหรือไม่ เนื้อหาในหนังสืออธิบายถึงบทบาทของแรงงานที่ทำงานอยู่เบื้องหลังระบบเอไอระดับโลก
รายงาน International AI Safety Report ปี 2569 ระบุว่า ในบางประเทศมีประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ใช้เอไอแล้ว แต่ในหลายพื้นที่ของแอฟริกา เอเชีย และลาตินอเมริกา อัตราการใช้งานอาจต่ำกว่า 10% ปัญหาการเข้าถึงยังเกี่ยวข้องกับภาษา ระบบแชตบอตจากสหรัฐยังไม่รองรับภาษาทางการทั้ง 22 ภาษาของอินเดียทั้งหมด ปัจจุบัน ChatGPT และ Claude รองรับประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะที่ Gemini ของ Google รองรับ 9 ภาษา
Bhawika Chhabra จาก Reuters
ศาสตราจารย์ พุษภักต์ ภัตตาจารย์ยา (Pushpak Bhattacharyya) จากสถาบันเทคโนโลยีอินเดีย มุมไบ (IIT Mumbai) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีก่อนหน้านี้ว่า หากเทคโนโลยีไม่สามารถเข้าใจ และสื่อสารในภาษาท้องถิ่นได้ ประชาชนจำนวนมากจะถูกกีดกันจากการเข้าถึงบริการด้านการศึกษา การบริหารภาครัฐ การสาธารณสุข และการเงิน
อินเดียจึงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มเอไอของตนเองภายใต้โครงการที่เรียกว่า AI Mission โดยใช้งบประมาณประมาณ 1,200 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม งบประมาณดังกล่าวยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากสหรัฐและจีน เช่น DeepSeek และ ByteDance ที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
ราจัน อนันดัน (Rajan Anandan) กรรมการผู้จัดการของ Peak XV ซึ่งเป็นนักลงทุนเทคโนโลยีรายใหญ่ของอินเดีย กล่าวว่า สำหรับอินเดีย เรื่องเอไอไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อธิปไตยทางดิจิทัล และการสร้างขีดความสามารถในระดับประเทศ
ศาสตราจารย์ จีนา เนฟฟ์ (Gina Neff) ผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมเอไอจากมหาวิทยาลัยควีนแมรี ลอนดอน กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เสนอแนวทางกำกับดูแลแบบล่างขึ้นบน โดยให้ความสำคัญกับประชาชน สิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้า
เจนี เทนนิสัน (Jeni Tennison) ผู้อำนวยการบริหารของ Connected by Data ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางเอไอที่ครอบคลุมและยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางอำนาจของบริษัทขนาดใหญ่
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ เฮนรี อัจเดอร์ (Henry Ajder) กล่าวว่า ควรมีความพยายามสร้างความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการรับมือความเสียหายจากเอไอ ทั้งที่เกิดโดยเจตนาและไม่เจตนา
อแมนดา บร็อก (Amanda Brock) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenUK เสนอว่า บริษัทเอไอควรเปิดเผยข้อมูลการทำงานของผลิตภัณฑ์มากขึ้น เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและพัฒนาต่อยอด อย่างไรก็ตาม บริษัทเอไอรายใหญ่หลายแห่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับชุดข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบ
ก่อนหน้านี้ คำว่า “ความปลอดภัย” ถูกถอดออกจากชื่อการประชุมหลังการจัดครั้งแรกในปี 2566 ศาสตราจารย์เดม เวนดี ฮอลล์ (Dame Wendy Hall) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษซึ่งเข้าร่วมการประชุมที่นิวเดลี ระบุว่า เธอกังวลว่าประเด็นการลดความเสี่ยงจากเอไออาจไม่ได้รับความสำคัญมากนักในการประชุมครั้งนี้
การประชุมที่กรุงนิวเดลีจัดขึ้นเป็นเวลา 5 วัน นายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี เป็นผู้เปิดงาน โดยโพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าของอินเดียด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแสดงถึงศักยภาพของเยาวชนในประเทศ
รัฐบาลอินเดียคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 250,000 คน รวมถึงผู้นำประเทศ 20 คน และคณะผู้แทนระดับรัฐมนตรี 45 คณะ ผู้นำที่คาดว่าจะเข้าร่วม ได้แก่ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง และประธานาธิบดีบราซิล ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา
ในวันแรกของการจัดงาน มีรายงานจากผู้เข้าร่วมว่าพบปัญหาการจัดการ เช่น คิวยาว ความแออัด และคำแนะนำที่ไม่ชัดเจน สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ผู้แทนบางส่วนต้องออกจากพื้นที่จัดแสดงชั่วคราวเพื่อเตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับแขกระดับสูง
ไมเตรยา วากห์ (Maitreya Wagh) ผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัป Bolna โพสต์ผ่าน X ว่าไม่สามารถเข้าถึงบูธของตนเองได้ เนื่องจากประตูถูกปิด
หัวข้อหลักของการประชุมปีนี้ใช้แนวคิด “ประชาชน ความก้าวหน้า โลก” (people, progress, planet) หรือที่เรียกว่า “สามสูตร” เจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า ประเทศมีประสบการณ์ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ เช่น ระบบยืนยันตัวตนและระบบชำระเงิน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้เอไอในวงกว้างด้วยต้นทุนที่ไม่สูง
อัศวินี ไวษณอว์ (Ashwini Vaishnaw) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศของอินเดีย กล่าวว่า เป้าหมายคือการใช้เอไอเพื่อมนุษยชาติ การเติบโตอย่างทั่วถึง และอนาคตที่ยั่งยืน
การประชุมครั้งนี้ไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมายที่ชัดเจนเหมือนสนธิสัญญา แต่มีแนวโน้มว่าจะออกแถลงการณ์หรือคำประกาศเจตนารมณ์เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเอไอในระดับโลก
เซธ เฮย์ส (Seth Hays) ผู้จัดทำจดหมายข่าว Asia AI Policy Monitor ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า การหารือน่าจะมุ่งสร้างกลไกกำกับดูแลที่ไม่ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี และอาจมีการประกาศการลงทุนจากภาครัฐเพิ่มเติม แต่การขับเคลื่อนในระดับนานาชาติยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
อ้างอิง: BBC Al Jazeera และ Reuters





