ภาครัฐผนึกกำลังอุดช่องโหว่อีคอมเมิร์ซ บังคับยืนยันตัวตนผู้ขายทุกแพลตฟอร์ม คุมบัญชีรับเงินตรงชื่อ เปิดกล่องก่อนจ่าย ฝ่าฝืนเสี่ยงคุก-ปรับสูงสุด 10% ของรายได้ เร่งสร้างตลาดดิจิทัลโปร่งใสตั้งแต่ต้นทาง
จับตารัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลครั้งใหญ่ หวัง “ล้างบาง” ปัญหาฉ้อโกงออนไลน์ที่ยังพุ่งสูงต่อเนื่อง โดยยกระดับมาตรการจากการไล่จับปลายเหตุ ไปสู่การวางระบบป้องกันเชิงรุกตั้งแต่ต้นทาง
ทั้งบังคับยืนยันตัวตนผู้ขายทุกแพลตฟอร์มและทุกโซเชียล ตรวจสอบบัญชีรับเงินให้ตรงกับตัวตนจริง เปิดทางผู้บริโภคใช้สิทธิเปิดกล่องพัสดุก่อนจ่ายเงิน พร้อมกำหนดบทลงโทษชัดเจน ทั้งจำคุกและปรับสูงสุด 10% ของรายได้ในบางกรณี
แรงขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติร้องเรียนซื้อขายออนไลน์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งกรณีโอนเงินแล้วไม่ได้สินค้า สินค้าไม่ตรงปก ร้านค้าปิดเพจหนี ติดต่อไม่ได้ ไปจนถึงการใช้บัญชีม้ารับเงินและการสวมรอยแบรนด์ดัง สะท้อนว่าโครงสร้างตลาดดิจิทัลยังมี “ช่องโหว่” สำคัญที่ต้องอุดอย่างเป็นระบบ
ดันยืนยันตัวตนผู้ขาย ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม
น.ส.มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาองค์กรของผู้บริโภค ระบุว่า ผู้บริโภคมีสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ทั้งด้านความปลอดภัย การเลือกซื้ออย่างเป็นธรรม สัญญาที่เป็นธรรม และสิทธิในการได้รับการเยียวยา หากซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของหรือได้สินค้าไม่ตรงตามที่โฆษณา
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือ “ตามตัวผู้ขายไม่ได้” เพราะระบบกำกับที่ผ่านมาเน้นแพลตฟอร์มรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่ร้านค้ารายย่อยจำนวนมากยังไม่ถูกบังคับให้จดทะเบียนหรือยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด ทั้งการยืนยันบัญชีรับเงินและข้อมูลติดต่อ ทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในความเสี่ยงซ้ำซ้อน
ข้อมูลจากเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคพบว่า ร้านค้ากว่า 90% ไม่แสดงข้อมูลที่ตรวจสอบได้ชัดเจน เช่น ที่ตั้งที่แน่นอนหรือเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้จริง บางรายระบุเพียงที่อยู่กว้าง ๆ ยากต่อการติดตามเมื่อเกิดข้อพิพาท
ข้อเสนอสำคัญจึงอยู่ที่การบังคับยืนยันตัวตนผู้ขายครอบคลุมทุกร้านในทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงโซเชียลมีเดีย พร้อมตรวจสอบบัญชีรับเงินให้ตรงกับตัวผู้ขายเพื่อตัดวงจรบัญชีม้า และผลักดันให้บัญชีรับเงินเป็นบัญชีนิติบุคคลมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบเมื่อเกิดข้อพิพาท
ในด้านความปลอดภัยสินค้า สภาผู้บริโภคยกตัวอย่างสินค้าบังคับมาตรฐานที่มีความเสี่ยง เช่น พาวเวอร์แบงก์ ไดร์เป่าผม และปลั๊กพ่วง โดยเสนอให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบในกระบวนการคัดกรอง และใช้กลไก “เทกดาวน์ภายใน 72 ชั่วโมง” เมื่อพบสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน พร้อมให้หน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบโกดังเพื่อป้องกันการนำสินค้ากลับมาจำหน่ายซ้ำ
ขณะเดียวกัน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ETDA อยู่ระหว่างยกร่างประกาศด้านการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยแนวคิดหลักคือ หากแพลตฟอร์มไม่สามารถติดตามตัวร้านค้าได้ ไม่ควรผลักภาระความเสียหายให้ผู้บริโภครับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี การผลักดันมาตรการดังกล่าวยังเผชิญข้อกังวลด้านการแข่งขันทางการค้าและข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงจังหวะทางการเมืองที่อาจมีผลต่อการประกาศใช้
เข้มคัดกรองร้านค้า ฝ่าฝืนเสี่ยงคุก-ปรับ
นายณัชภัทร ขาวแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์และติดตามสอดส่องการประกอบธุรกิจ กองคุ้มครองผู้บริโภค แห่ง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า การกำกับแพลตฟอร์มรายใหญ่ถูกยกระดับให้เข้มข้นขึ้น โดยผลักดันให้มีการคัดกรองร้านค้าและจัดเก็บข้อมูลยืนยันตัวตนมากขึ้น เพื่อลดปัญหาการสวมรอยและการแฝงตัวของมิจฉาชีพ
อีกประเด็นสำคัญคือการกำหนดให้อีเมลเป็นช่องทางติดต่อหลักเมื่อเกิดข้อพิพาท และใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการดำเนินคดีหรือศาลออนไลน์ สคบ.จึงผลักดันให้แพลตฟอร์มจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
มาตรการ “เก็บเงินปลายทาง เปิดกล่องก่อนจ่าย” (COD) ถูกยกระดับให้ชัดเจนขึ้น ผู้รับสามารถเปิดตรวจสอบสินค้าก่อนชำระเงินได้ และกล่องพัสดุต้องแสดงรายละเอียดร้านค้า เช่น ชื่อ ที่อยู่ ราคา และประเภทสินค้า เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ หลังเริ่มบังคับใช้ พบว่าร้องเรียนบางประเภทลดลง อาทิ สินค้าไม่ตรงปก หรือส่งของที่ไม่ได้สั่ง อย่างไรก็ตาม เริ่มพบปัญหาใหม่จากผู้บริโภคสั่งสินค้าหลายรายการจนสับสน จึงต้องประสานติดตามถึงต้นทาง เช่น โกดังและเครือข่ายขนส่ง
ด้านการบังคับใช้กฎหมาย หากผู้เกี่ยวข้องไม่ให้ความร่วมมือ มีบทลงโทษตามกฎหมาย บางกรณีมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาทเป็นรายกรณี นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามสิทธิคืนสินค้า สคบ.สามารถนำเงินหลักประกัน 200,000 บาทมาเยียวยาผู้บริโภคก่อนได้ในบางกรณี และได้เริ่มดำเนินการแล้ว
กรณีพบการแสดงราคาไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือโฆษณาอันเป็นเท็จ เช่น แสดงราคาหนึ่งแต่เรียกเก็บอีกแบบหนึ่ง หรือใช้ราคาล่อใจแล้วเปลี่ยนภายหลัง ผู้บริโภคสามารถร้องเรียนให้ สคบ.ตรวจสอบได้ทันที
สถิติร้องเรียนพุ่ง 20% เตือนภัยยุค AI
ข้อมูลจากศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ 1212 ETDA ระหว่างเดือนมกราคม–สิงหาคม 2568 พบเรื่องร้องเรียนออนไลน์ 27,332 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,574 เรื่อง หรือร้อยละ 20.10 โดยปัญหาซื้อขายสินค้าออนไลน์และเว็บไซต์ผิดกฎหมายยังเป็นหมวดร้องเรียนสูงสุด และกว่า 98% ของเรื่องทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือแก้ไขแล้ว
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ระบุว่า ภัยหลอกลวงออนไลน์ยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลและธุรกรรมออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว เปิดช่องให้มิจฉาชีพพัฒนากลโกงใหม่ ๆ อาศัยเทคโนโลยีอย่าง AI และดีปเฟก ปลอมเสียง ปลอมหน้า แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน หลอกประชาชนโอนเงิน
กลลวงที่ต้องจับตาในปีนี้ ได้แก่ การหลอกขายสินค้าปลอมหรือไม่ได้มาตรฐาน การหลอกลงทุนหรือทำงานออนไลน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การชักชวนลงทุนหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี แชร์ลูกโซ่รูปแบบใหม่ รวมถึงการหลอกปล่อยกู้ด่วนออนไลน์ที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้าแต่ไม่ปล่อยเงินกู้จริง
ดังนั้น ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล มาตรการกำกับรอบใหม่นี้จึงไม่ใช่เพียงการปราบปรามอาชญากรรม แต่เป็นการ “รีเซ็ตกติกาตลาด” ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบอีคอมเมิร์ซไทยในระยะยาว





