วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ไมโครซอฟท์ ประเมิน 18 เดือนข้างหน้า AI อาจแทนที่ทนาย นักบัญชี นักการตลาด

ไมโครซอฟท์ ประเมิน 18 เดือนข้างหน้า AI อาจแทนที่ทนาย นักบัญชี นักการตลาด

ถ้าอีก 1 ปีข้างหน้า งานทนาย นักบัญชี นักการตลาด หรือผู้จัดการโครงการ ไม่จำเป็นต้องมีคนทำทุกขั้นตอนเหมือนเดิม จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงาน?

นี่คือคำถามที่เกิดขึ้นหลังสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ มุสตาฟา สุไลมาน (Mustafa Suleyman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเอไอของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ซึ่งประเมินว่า ภายในระยะเวลา 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งข้างหน้า งานในสายวิชาชีพที่เรียกว่า “ไวท์คอลลาร์” หรือกลุ่มงานที่ทำงานผ่านคอมพิวเตอร์เป็นหลัก มีแนวโน้มที่งานส่วนใหญ่ หรืออาจเกือบทั้งหมด จะสามารถถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติด้วยเอไอ

สุไลมาน ระบุว่า เขามองเห็นทิศทางที่เอไอจะมีความสามารถทำงานได้ในระดับเดียวกับมนุษย์ สำหรับงานวิชาชีพจำนวนมาก งานไวท์คอลลาร์ หมายถึงงานที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

เช่น ทนายความ นักบัญชี ผู้จัดการโครงการ หรือเจ้าหน้าที่การตลาด งานลักษณะนี้จำนวนมากมีขั้นตอนที่ชัดเจน ทำซ้ำได้ และอาศัยการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบเอไอพัฒนาได้รวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

“ผมคิดว่าเรากำลังจะไปถึงจุดที่เอไอมีประสิทธิภาพในระดับมนุษย์สำหรับงานวิชาชีพส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด” สุไลมาน กล่าว และระบุชัดเจนว่า ภายใน 12 ถึง 18 เดือน งานจำนวนมากในกลุ่มนี้จะถูกทำให้เป็นระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ หมายความว่า เอไอจะสามารถทำงานเหล่านั้นได้เอง โดยไม่ต้องมีมนุษย์ทำทุกขั้นตอนเหมือนที่ผ่านมา

สุไลมานยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วในสายงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เขากล่าวว่า ปัจจุบันพนักงานจำนวนมากใช้ระบบการเขียนโคดโดยมีเอไอช่วย หรือเอไอที่ช่วยเสนอแนวทางเขียนโปรแกรม ตรวจสอบข้อผิดพลาด สร้างโคดบางส่วนให้โดยอัตโนมัติ พนักงานในบางองค์กรใช้เอไอช่วยในการผลิตโคดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของงานทั้งหมดที่ทำอยู่

นอกจากนี้ สุไลมานอธิบายเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานกับเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนในช่วงเพียงหกเดือนที่ผ่านมา จากเดิมที่เอไอเป็นเพียงเครื่องมือเสริม กลายมาเป็นผู้ช่วยหลักในการทำงานหลายขั้นตอน

ช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา เอไอพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการประมวลผลภาษา การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างเนื้อหา ส่งผลให้รูปแบบการทำงานในบางสายอาชีพเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวบิสซิเนส อินไซเดอร์ รายงานว่า ในแวดวงวิศวกรรมซอฟต์แวร์เริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความเหนื่อยล้าจากเอไอ” หรือ AI fatigue แม้เอไอจะช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ในบางองค์กร พนักงานกลับถูกคาดหวังให้รับงานมากขึ้นในเวลาเท่าเดิมหรือใกล้เคียงเดิม ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าจากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

ไมโครซอฟท์เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ผลักดันการนำเอไอมาใช้ในที่ทำงาน บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างโคไพลอท (Copilot) ซึ่งเป็นผู้ช่วยเอไอที่ทำงานร่วมกับโปรแกรมเอกสาร อีเมล และเครื่องมือทำงานอื่นๆ เพื่อช่วยร่างข้อความ สรุปข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลข และจัดการงานเอกสาร

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังลงทุนในองค์กรด้านเอไออย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) เพื่อเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท

ในวงการเอไอ ผู้บริหาร และนักวิจัยบางรายได้แสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เทคโนโลยีนี้อาจพัฒนาไปถึงระดับที่สามารถแทนที่แรงงานจำนวนมากได้

สจวร์ต รัสเซลล์ (Stuart Russell) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ผู้ร่วมเขียนตำราด้านเอไอที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง เคยให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้วว่า ผู้นำทางการเมืองบางรายกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่อัตราการว่างงานอาจสูงถึง 80% หากมีการนำเอไอมาใช้ในวงกว้าง งานหลากหลายประเภท ตั้งแต่ศัลยแพทย์ไปจนถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาจมีความเสี่ยงถูกแทนที่ได้ในอนาคต

ด้านดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอนโทรปิกให้สัมภาษณ์กับสื่อแอกซิออสก่อนหน้านี้ว่า เอไออาจทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในกลุ่มไวท์คอลลาร์หายไปถึงครึ่งหนึ่ง

“พวกเราฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี มีหน้าที่ และความรับผิดชอบที่จะต้องซื่อสัตย์เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น” อาโมเดอี ระบุ และกล่าวว่า เขาไม่คิดว่าประเด็นนี้อยู่ในความสนใจของคนจำนวนมากในขณะนี้ 

 

 

 

อ้างอิง: Business Insider

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์