วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

"เอ็นที" โคม่าบอร์ดสั่งผ่าตัดใหญ่ รื้อโครงสร้างหยุดขาดทุน 6 พันล้าน

"เอ็นที" โคม่าบอร์ดสั่งผ่าตัดใหญ่ รื้อโครงสร้างหยุดขาดทุน 6 พันล้าน

ไทม์ไลน์ถูกขีดเส้นชัดเจน เริ่มจาก 3 เดือนแรกสำหรับการรื้อข้อมูลเชิงลึกทั้งฐานะการเงิน โครงสร้างต้นทุน และทรัพย์สิน ก่อนเข้าสู่ช่วง 6 เดือนถัดไปที่ต้องเห็นการ “สังคายนาองค์กร” อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การลดต้นทุน ปรับโครงสร้างองค์กร ไปจนถึงการออกแบบโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อยื้อชีวิตรัฐวิสาหกิจรายนี้ไว้ท่ามกลางสนามโทรคมนาคมที่ถูกเอกชนยึดครองแทบทั้งหมด

นายพชรยอมรับว่า เอ็นทีเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่ถือครองสินทรัพย์จำนวนมากทั้งที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ คลื่นความถี่ สายไฟเบอร์ออฟติก อาคารให้เช่า แต่ที่ผ่านมา "ไม่เคยมีการประเมินมูลค่าปัจจุบันอย่างเป็นระบบ" และ "สถานที่หรืออาคารบางแห่งถูกใช้อย่างไม้คุ้มค่า" ส่งผลให้การมองภาพฐานะการเงินและการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์คลาดเคลื่อน 

ดังนั้น บอร์ดจึงเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องเร่งประเมินมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดใหม่ เพื่อให้รู้ชัดว่า เอ็นทีมีอะไรอยู่ในมือ มูลค่าแท้จริงเท่าใด และควรนำไปต่อยอดสร้างรายได้อย่างไรภายใต้สภาพตลาดจริง ไม่ใช่ยึดติดกับกรอบคิดแบบเดิม

ขาดทุนลดแต่ยังไม่พ้นโคม่า

ในเชิงตัวเลข ปี 2569 เอ็นทีคาดว่าจะขาดทุนราว 6,000 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ระดับ 8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ตัวเลขที่ดูดีขึ้นนี้ ไม่ได้สะท้อนความแข็งแรงของธุรกิจ หากแต่เกิดจากการขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาประคองสถานะทางการเงิน ในช่วงที่รายได้หลักยังไม่สามารถเติบโตทันแรงกดดันด้านต้นทุน

“การที่ขาดทุนลดลงตอนนี้ เป็นแค่การประคองตัว ไม่ใช่สัญญาณฟื้นจริง เพราะโครงสร้างองค์กรยังเป็นแบบโบราณ รายจ่ายประจำ โดยเฉพาะต้นทุนบุคลากร กินสัดส่วนเกิน 75% และยังไต่ขึ้นต่อเนื่อง หากรายได้ใหม่ไม่เกิดจริง ขาดทุนมีโอกาสเด้งกลับแรงกว่าเดิม และสถานการณ์จะเลวร้ายแบบทวีคูณ” นายพชร กล่าว

แผนลดคนโจทย์ยากกว่าที่คิด

หนึ่งในเครื่องมือหลักของแผนผ่าตัด คือ โครงการเกษียณก่อนกำหนด (Early Retirement) เพื่อลดต้นทุนบุคลากร ปัจจุบันเอ็นทีมีพนักงานกว่า 10,246 คน แต่ความพยายามเดินหน้าโครงการดังกล่าวกลับไม่เป็นไปตามคาด แม้จะเป็นรอบที่ 3 แล้ว และให้สิทธิประโยชน์สูงมาก แต่กลับแทบไม่มีพนักงานสมัครเข้าร่วม

โจทย์ลดขนาดองค์กรของ เอ็นที จึงซับซ้อนกว่าที่ประเมิน เพราะบุคลากรจำนวนมากยังเลือกอยู่ในระบบ ขณะเดียวกัน บทเรียนจากสองรอบก่อนหน้าชัดเจนว่า “คนเก่งออกก่อน” ส่วนคนที่ไม่ตอบโจทย์องค์กรยังอยู่ ส่งผลให้บอร์ดต้องกลับมาออกแบบเงื่อนไขใหม่ เพื่อรักษากำลังหลักและคนรุ่นใหม่ไว้ ไม่ให้เกิดการไหลออกซ้ำรอยเดิม

นี่เป็นองค์กรที่แปลก ให้เออร์ลี่รีไทร์ดีมากแต่คนไม่ออก แรงจูงใจในระบบมันบิดเบี้ยว จนบางคนเลือกทำงานเสาร์-อาทิตย์เพื่อเอาค่าโอที ซึ่งบางช่วงสูงกว่าเงินเดือนประจำ กลายเป็นต้นทุนแฝงที่คุมยาก

ดังนั้น บอร์ดจึงอนุมัติปรับโครงสร้าง ลดระดับผู้บริหาร และยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัว คาดว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดราวเดือน เม.ย.69

เขายังชี้ว่า หาก เอ็นทีจะรับภารกิจใหม่ตามนโยบายรัฐ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคลาวด์ภาครัฐ (GDCC) จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่คล่องตัวกว่าเดิม ตั้งบริษัทลูก จับมือพันธมิตร และไม่แบกกรอบรัฐวิสาหกิจเต็มรูปแบบ เพื่อให้เดินตามกลไกตลาดได้จริง

“โทรคมนาคมวันนี้คือสนามเอกชนร้อยเปอร์เซ็นต์ เอาสภาพราชการไปแข่งเอกชน มันเป็นไปไม่ได้” นายพชร ระบุ

สรรหา CEO เดิมพันทิศทางองค์กร

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ คือ การสรรหากรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ ซึ่งนายพชรย้ำว่า “ต้องเริ่มแล้ว” โดยภายในเดือน ก.พ.69 บอร์ดต้องกำหนดไทม์ไลน์ให้ชัด เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศการตัดสินใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

กระบวนการสรรหาจะถูกยกระดับให้เป็นระบบ ตั้งคณะกรรมการคัดสรร กำหนดคุณสมบัติและสเปกให้ชัด หากทุกอย่างลงตัว คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ราวเดือน เม.ย.69 ซึ่งสอดคล้องกับจังหวะที่โครงสร้างองค์กรใหม่เริ่มชัดเจน

ดังนั้น การเลือกซีอีโอใหม่ต้องเดินคู่กับการปรับโครงสร้าง ได้คนใหม่แต่ยังต้องบริหารบนโครงสร้างเทอะทะ ก็ยิ่งทำให้องค์กรขยับยาก คุณสมบัติต้องพาองค์กรลดต้นทุนได้จริง เพิ่มรายได้ และแข่งขันได้ในตลาด

ภารกิจอวกาศ รายได้อนาคตที่ห้ามสะดุด

ในภาวะที่ธุรกิจเดิมถดถอย ภารกิจด้านอวกาศถูกมองเป็นหนึ่งในรายได้อนาคตที่ เอ็นทีต้องรักษาและต่อยอดให้ได้ นายพชรระบุว่า จำเป็นต้องเร่งจัดระเบียบการทำงานให้การบริหารช่วงรอยต่อไม่สะดุด โดยเฉพาะการประสานหลายหน่วยงาน ตั้งแต่นโยบายระดับชาติ การกำกับดูแล ไปจนถึงการปฏิบัติการเชิงพาณิชย์

ปัจจุบัน เอ็นที รับผิดชอบการบริหารดาวเทียม ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) หลังสิ้นสุดสัมปทาน โดยได้รับการขยายอายุการใช้งานออกไปอีก 3 ปี จากอายุวิศวกรรมถึงสิ้นปี 2568 เพื่อพยุงการใช้งานระหว่างรอดาวเทียมดวงใหม่ อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการสร้าง ไทยคม 9A ที่อาจยืดออกไปอีก 6 เดือนถึง 1 ปี ทำให้ เอ็นที ต้องตอบโจทย์ให้ชัดว่าจะรับมือกับช่องว่างศักยภาพอย่างไร

“คดีความและข้อพิพาทสำคัญเราเคลียร์ไปแล้ว ลดภาระหนี้จาก 600 ล้านบาท เหลือ 300 ล้านบาท ทำให้ NT ขยับไปโฟกัสภารกิจใหม่ได้มากขึ้น” นายพชร กล่าว

สิ้นสุดการพึ่งพาเอกชน

ด้านพ.อ.สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เคยเปิดเผยถึงผลประกอบการ ล่าสุดว่า ในปี 2568 บริษัท ไม่มีรายได้หมื่นล้านจากการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ 2 ค่ายมือถือ คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แต่ในปี 2568 นั้น เอ็นทียังคงรักษากำไรไว้ได้ที่ 1,900 ล้านบาท รายได้รวมกว่า 55,000 ล้านบาท

สำหรับปี 2569 เขายอมรับว่าเป็นปีที่ยากลำบาก โดยคาดการณ์ตัวเลขขาดทุนตามแผนประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากสองส่วน คือการไม่มีรายได้จากพันธมิตรโมบายล์ และค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่จากโครงการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อปรับลดจำนวนบุคลากร

ซึ่งโดยในปี 2569 ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 4,900 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ 30% เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานฟิกซ์ โมบายล์ และ บรอดแบนด์ ซึ่งจากนี้จะกลายเป็นรายได้หลักแทนโมบายล์ 

ในส่วนของธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) พ.อ.สรรพชัยย์ เปิดเผยว่า มีเอกชนสนใจเข้ามาเจรจาไม่ต่ำกว่า 5 ราย และคาดว่าจะมีพันธมิตรใหม่เข้ามาติดตั้ง Gateway เพิ่มเติมอีก 2-3 ราย ภายในสิ้นปีนี้