วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

นักวิจัย AI ทยอยลาออก เตือนโลกกำลังเสี่ยง OpenAI, Anthropic และ xAI โตเร็วเกินควบคุม

นักวิจัย AI ทยอยลาออก เตือนโลกกำลังเสี่ยง OpenAI, Anthropic และ xAI โตเร็วเกินควบคุม

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา วงการปัญญาประดิษฐ์กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ เมื่อบรรดานักวิจัย และผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทพัฒนาเอไอชั้นนำของโลก พากันลาออก พร้อมออกมาเตือนสาธารณะว่า “เอไอกำลังถูกพัฒนาเร็วเกินไป โลกอาจยังไม่พร้อมรับมือ เสี่ยงก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ และสังคมในวงกว้าง”

การลาออกในระลอกนี้เกิดขึ้นกับบริษัทสำคัญอย่าง OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT, Anthropic ผู้พัฒนา Claude และ xAI ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) โดยหลายคนเลือกเปิดเผยเหตุผลของตนเองอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางของอุตสาหกรรมเอไอที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจ และผลกำไรมากกว่าประเด็นด้านจริยธรรม ความปลอดภัย และผลกระทบระยะยาวต่อมนุษย์

อดีตหัวหน้าทีม Safeguards ของ Anthropic เตือน “โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย”

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า หนึ่งในเสียงเตือนที่ได้รับความสนใจมากคือ มิรินังก์ ชาร์มา (Mrinank Sharma) อดีตหัวหน้าทีมวิจัยด้านมาตรการคุ้มกันความเสี่ยง หรือ Safeguards Research ของบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาแชตบอต คลอดด์ (Claude) โดยชาร์มาโพสต์จดหมายเปิดผนึกผ่านโซเชียลมีเดีย ประกาศลาออกจากตำแหน่ง พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย” 

จดหมายดังกล่าว ชาร์มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงลึกว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจลาออก แต่กล่าวเพียงว่า ตลอดช่วงเวลาที่ทำงานในบริษัท เขาเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การพยายามทำให้ “คุณค่า” หรือ “หลักจริยธรรม” เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจเชิงธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ และในที่สุด เขาก็เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องก้าวต่อไป

แอนโทรปิกออกแถลงการณ์ ระบุว่า บริษัทขอบคุณชาร์มาสำหรับผลงานด้านการวิจัยความปลอดภัยของเอไอ พร้อมชี้ว่า เขาไม่ได้เป็นหัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของบริษัทโดยรวม และไม่ได้รับผิดชอบการกำหนดนโยบายความปลอดภัยทั้งหมดขององค์กร

นักวิจัย OpenAI ลาออก พร้อมเตือน ChatGPT เสี่ยงชี้นำ และควบคุมผู้ใช้

ในฝั่งของบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) ผู้พัฒนาแชตจีพีที (ChatGPT) ก็มีนักวิจัยระดับสูงตัดสินใจลาออกเช่นกัน โดย โซอี ฮิตซิก (Zoë Hitzig) ซึ่งทำงานเป็นนักวิจัยกับโอเพนเอไอมานานกว่า 2 ปี เผยแพร่บทความผ่านหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ เพื่อประกาศการลาออก พร้อมอธิบายถึงความกังวลต่อทิศทางของบริษัท

ฮิตซิก ระบุว่า เธอมีความกังวลอย่างมากต่อกลยุทธ์ด้านโฆษณาที่โอเพนเอไอกำลังพัฒนา ซึ่งอาจทำให้แชตจีพีทีกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สามารถชี้นำหรือโน้มน้าวผู้ใช้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว เธอเตือนว่า แชตบอตเอไอมีศักยภาพในการ “บงการ” พฤติกรรมของมนุษย์ในรูปแบบที่นักวิจัยเองก็ยังไม่มีเครื่องมือเพียงพอจะเข้าใจหรือป้องกัน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ฮิตซิกหยิบยกขึ้นมาคือ คลังข้อมูลผู้ใช้จำนวนมหาศาลที่แชตจีพีทีสะสมไว้ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลส่วนตัว และความรู้สึกที่เปราะบาง 

เช่น ความกลัวเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาความสัมพันธ์ ความเชื่อเรื่องพระเจ้า และมุมมองต่อชีวิตหลังความตาย เธอมองว่า ข้อมูลลักษณะนี้มีความอ่อนไหวสูง และก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมอย่างรุนแรง หากถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือโฆษณา

ฮิตซิก ระบุว่า เหตุผลที่ผู้ใช้กล้าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลึกซึ้งกับแชตจีพีทีเป็นเพราะเชื่อว่า พวกเขากำลังพูดคุยกับ “โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีแรงจูงใจแอบแฝง” ไม่ได้พยายามขายสินค้า หรือชักจูงความคิด แต่หากโอเพนเอไอเปลี่ยนแชตจีพีทีให้เป็นแพลตฟอร์มโฆษณา ความไว้วางใจดังกล่าวอาจถูกบั่นทอน และนำไปสู่การใช้ข้อมูลผู้ใช้ในลักษณะที่สร้างความเสียหาย

OpenAI ยุบทีม Mission Alignment ผู้ดูแลพันธกิจเพื่อมนุษยชาติ

เสียงวิพากษ์ของฮิตซิกเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี Platformer รายงานว่า โอเพนเอไอได้ยุบทีม Mission Alignment ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2567 โดยมีเป้าหมายเพื่อดูแลให้การพัฒนาเอไอของบริษัทสอดคล้องกับพันธกิจหลัก คือ การสร้างเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมด

ทีม Mission Alignment มีบทบาทสำคัญในการกำกับแนวทางการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งหมายถึงระบบเอไอที่มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์

การยุบทีมดังกล่าวจึงถูกมองว่า เป็นสัญญาณว่าบริษัทอาจลดความสำคัญของประเด็นด้านจริยธรรม เพื่อเร่งขยายธุรกิจ และเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม โอเพนเอไอยังไม่ได้ออกมาให้คำชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับเหตุผลในการยุบทีมดังกล่าว

xAI ของอีลอน มัสก์ ผู้ร่วมก่อตั้งลาออกต่อเนื่อง หลัง Grok ถูกวิจารณ์หนัก

ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทเอ็กซ์เอไอ (xAI) ของอีลอน มัสก์ ก็เผชิญกระแสลาออกครั้งใหญ่ เมื่อผู้ร่วมก่อตั้ง 2 คน ประกาศลาออกภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงผ่านแพลตฟอร์ม X ส่งผลให้ขณะนี้ เหลือผู้ร่วมก่อตั้งทำงานอยู่เพียง 6 คน จากทั้งหมด 12 คน นอกจากนี้ ยังมีพนักงานอย่างน้อย 5 รายที่ประกาศลาออกในช่วงสัปดาห์เดียวกัน

การลาออกในวงกว้างนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เอ็กซ์เอไอกำลังควบรวมกิจการกับบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) เพื่อสร้างบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่า เหตุใดผู้ร่วมก่อตั้ง และพนักงานจำนวนมากจึงตัดสินใจแยกทาง

มัสก์โพสต์ผ่าน X ระบุว่า บริษัทมีการ “ปรับโครงสร้างองค์กร” เพื่อเร่งการเติบโต ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแยกทางกับพนักงานบางส่วน

ก่อนหน้านี้ เอ็กซ์เอไอถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทั่วโลก หลังแชตบอตกร็อก (Grok) ถูกพบว่าสามารถสร้างภาพเชิงเพศที่ไม่ได้รับความยินยอม โดยมีทั้งภาพผู้หญิงและเด็ก เป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนที่บริษัทจะเข้ามาแก้ไข 

นอกจากนี้ กร็อกยังถูกพบว่าสร้างข้อความที่มีลักษณะต่อต้านชาวยิว (antisemitic) ในบางกรณี ทำให้เกิดคำถามอย่างหนักถึงมาตรการด้านความปลอดภัยของบริษัท
ผู้บริหารด้านความปลอดภัย OpenAI ถูกปลด หลังคัดค้านโหมดผู้ใหญ่

อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความตึงเครียดระหว่าง “ฝ่ายความปลอดภัย” กับ “ฝ่ายธุรกิจ” คือรายงานของเดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ที่ระบุว่า โอเพนเอไอได้ปลด ไรอัน ไบเออร์ไมสเตอร์ (Ryan Beiermeister) ผู้บริหารระดับสูงด้านความปลอดภัย หลังจากเธอคัดค้านการเปิดใช้งาน “โหมดผู้ใหญ่” (adult mode) บนแชตจีพีทีซึ่งอนุญาตให้สร้างเนื้อหาแนวอีโรติก

โอเพนเอไอ ชี้แจงว่า การปลดไบเออร์ไมสเตอร์เกิดจากข้อกล่าวหาเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อพนักงานชาย ไม่เกี่ยวข้องกับข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่เธอแสดงออก ขณะที่ไบเออร์ไมสเตอร์ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว “ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง”

ปรากฏการณ์ลาออกในวงการเอไอไม่ใช่เรื่องใหม่

ปรากฏการณ์ที่นักวิจัยเอไอระดับโลกลาออกพร้อมออกมาเตือนสาธารณะไม่ใช่เรื่องใหม่ นับตั้งแต่แชตจีพีทีเปิดตัวในปลายปี 2565 หนึ่งในกรณีสำคัญคือ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้ได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งเอไอ” ซึ่งลาออกจากกูเกิล (Google) เพื่อออกมาเตือนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเอไอต่อเศรษฐกิจและสังคม

ฮินตันเคยกล่าวว่า เอไออาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และอาจนำไปสู่โลกที่ผู้คนจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือความจริง

ผู้บริหารเทคโนโลยีเตือน เอไอเริ่มแทนที่แรงงานแล้ว

ขณะเดียวกัน เสียงเตือนเกี่ยวกับผลกระทบของเอไอต่อการจ้างงานก็ถูกส่งออกมาจากผู้บริหารในอุตสาหกรรมเอง โดย แมตต์ ชูเมอร์ (Matt Shumer) ซีอีโอของไฮเปอร์ไรท์ (HyperWrite) โพสต์บทความยาวเกือบ 5,000 คำ ระบุว่า โมเดลเอไอรุ่นล่าสุดได้ทำให้งานด้านเทคโนโลยีบางประเภทล้าสมัย และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในบริษัทของเขา

ชูเมอร์ระบุว่า สิ่งที่เขาเขียนไม่ใช่การคาดการณ์ในอนาคต แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว พร้อมเตือนว่า แรงงานในหลายอุตสาหกรรมอาจเผชิญชะตากรรมเดียวกันในระยะเวลาอันใกล้

 

 

อ้างอิง: CNN

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์