การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้งานแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศทั่วโลก จากรายงาน Global AI Adoption in 2025 ของ ไมโครซอฟท์ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลจาก 147 ประเทศ พบว่า สัดส่วนของประชากรวัยทำงานที่เคยใช้ “เอไอ” อย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 มีความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนระหว่างภูมิภาค
กลุ่มประเทศในซีกโลกเหนือ (Global North) มีอัตราการใช้งาน เอไอ อยู่ที่ 24.7% ประเทศใน ซีกโลกใต้ (Global South) มีอัตราการใช้งานเฉลี่ยเพียง 14.1% อย่างไรก็ตาม มีบางประเทศที่โดดเด่นแตกต่าง (outlier) จากประเทศอื่นอย่างชัดเจน ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และสิงคโปร์
ยูเออีครองอันดับ1โลกด้านใช้งานเอไอ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เป็นประเทศที่มีอัตราการนำ เอไอ มาใช้งานสูงที่สุดในโลก โดยมีประชากรวัยทำงานถึง 64.0% ที่ใช้เครื่องมือ เจเนอเรทีฟ เอไอ นับเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในด้านนี้ ความสำเร็จของยูเออีไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน ก่อนการเปิดตัวของ “แชตจีพีที” เสียอีก
รัฐบาล ยูเออี นำ เอไอ มาใช้ในภาคบริการสาธารณะอย่างกว้างขวาง พร้อมวางกรอบธรรมาภิบาล เอไอ ตั้งแต่ปี 2017 ภายใต้ยุทธศาสตร์ เอไอ แห่งชาติที่ครอบคลุม 9 อุตสาหกรรมหลัก
สิงคโปร์และยุโรป ผู้เล่นสำคัญบนเวทีโลก
อันดับ 2 ของโลก คือ สิงคโปร์ ด้วยอัตราการใช้งาน เอไอ ที่ 60.9% ซึ่งสะท้อนการลงทุนระยะยาวด้านโครงสร้างพื้นฐาน งานวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยี
ส่วนในยุโรป ประเทศที่โดดเด่นที่สุด คือ นอร์เวย์ 46.4% (อันดับ 3 ของโลก) ไอร์แลนด์ 44.6% ฝรั่งเศส 44.0% ทั้งสามประเทศมีระบบนิเวศเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และการสนับสนุนจากภาครัฐต่อเนื่อง
สหรัฐผู้นำเทคโนโลยีแต่ไม่ใช่ด้านการใช้งาน
แม้ว่า สหรัฐ จะเป็นศูนย์กลางการวิจัย เอไอ ระดับโลก และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจำนวนมาก แต่อัตราการใช้งาน เอไอ กลับอยู่ที่เพียง 28.3% ทำให้อยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ “ความเชื่อมั่นของสาธารณชน” จาก Edelman Trust Barometer พบว่า มีชาวอเมริกันเพียง 32.0% ที่เชื่อมั่นใน เอไอ ขณะที่ตัวเลขนี้ใน ยูเออี สูงถึง 67.0%
ประเทศที่ใช้งานเอไอต่ำที่สุด
ในอีกด้านหนึ่งของสเปกตรัม คือ กัมพูชา ซึ่งมีอัตราการใช้งาน เอไอ เพียง 5.1% แม้ว่าจะเริ่มมีความก้าวหน้า แต่การขาดแคลนเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นอุปสรรคหลักต่อการขยายการใช้งาน เอไอ ในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังประเด็นที่น่าสนใจ คือ “อายุของประชากรมีผลต่อทัศนคติที่มีต่อเอไอหรือไม่?” ข้อมูลจากการสำรวจในปี 2025 โดย Ipsos และ UN Population Division ซึ่งนำมาวิเคราะห์ และแสดงผลโดย Iswardi Ishak พบว่า มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างอายุเฉลี่ยของประชากรกับระดับความตื่นเต้นต่อ เอไอ ผู้ตอบแบบสอบถามถูกถามว่า “ผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ เอไอ ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้น”
ประเทศประชากรวัยหนุ่มสาว นำอันดับความเชื่อมั่นเอไอ โดยประเทศที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 35 ปี แสดงความตื่นเต้นต่อ เอไอสูงอย่างชัดเจน เช่น อินโดนีเซีย 80% มาเลเซีย 75% อินเดีย 67% เม็กซิโก, เปรู, แอฟริกาใต้ มากกว่า 60% อินโดนีเซียครองอันดับ 1 ของโลกในด้าน “AI Optimism” หรือ การมีทัศนคติเชิงบวกต่อเอไอ
เอเชียบางประเทศท้าทายสมมติฐานเรื่องอายุ
แม้จะมีประชากรสูงวัย แต่บางประเทศในเอเชีย กลับมีความตื่นเต้นต่อ เอไอ สูงเกินคาด ได้แก่ ไทย 79% เกาหลีใต้ 69% ปรากฏการณ์นี้ ฃสะท้อนถึงนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนเทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่น ซึ่งมีอายุเฉลี่ยสูงที่สุดในกลุ่มตัวอย่าง กลับมีความตื่นเต้นต่อ เอไอ เพียง 46%
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่ “โลกตะวันตก” ความระมัดระวังจะมีมากกว่าความตื่นเต้น ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก เช่น แคนาดา 36% เบลเยียม 37% ฝรั่งเศส 38%
งานวิจัยจาก Pew Research และ UNU’s MACAU Institute ชี้ว่า ความกังวลเรื่องการทดแทนแรงงาน ความเป็นส่วนตัว และข้อมูลเท็จ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนในประเทศพัฒนาแล้ว มีท่าทีระมัดระวังต่อ เอไอ ที่น่าสนใจ คือ แม้จะมีโครงสร้างประชากรคล้ายกัน แต่ทัศนคติต่อ เอไอ กลับต่างกันอย่างมาก เช่น อาร์เจนตินา 43% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เม็กซิโก และเปรูสูงถึง 67%





