วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

xAI สะเทือนก่อน IPO ผู้ร่วมก่อตั้ง 6 คนลาออก มัสก์ชูแผนสร้างโรงงานบนดวงจันทร์

xAI สะเทือนก่อน IPO ผู้ร่วมก่อตั้ง 6 คนลาออก มัสก์ชูแผนสร้างโรงงานบนดวงจันทร์

เอ็กซ์เอไอ (xAI) บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มีรายงานว่า สมาชิกทีมผู้ก่อตั้งจำนวน 6 จาก 12 คน ได้ทยอยลาออกจากบริษัทแล้ว โดย 2 คนล่าสุดลาออกต่อเนื่องภายในเวลาเพียง 2 วัน ทำให้ขณะนี้ “ครึ่งหนึ่ง” ของทีมผู้ก่อตั้งเอ็กซ์เอไอไม่ได้อยู่กับบริษัทอีกต่อไป

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เอ็กซ์เอไอเพิ่งควบรวมกับบริษัทอวกาศของมัสก์อย่าง สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) และกำลังถูกจับตาเรื่องการเตรียมเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ซึ่งสื่อหลายแห่งรายงานว่า IPO ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ การนำสเปซเอ็กซ์เข้าตลาดหุ้น และอาจเกิดขึ้นภายในปี 2569 นี้ ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงภายในของเอ็กซ์เอไอถูกจับตาเพิ่มขึ้นในฐานะบริษัทที่ถูกรวมเข้าอยู่ในโครงสร้างธุรกิจเดียวกัน

ทั้งนี้ เอ็กซ์เอไอก่อตั้งขึ้นในปี 2566 โดยมัสก์ร่วมกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 11 คน โดยประกาศเป้าหมายว่า ต้องการสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อ “ทำความเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของจักรวาล” และวางตำแหน่งบริษัทเป็นคู่แข่งของผู้เล่นรายใหญ่อย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) และกูเกิล (Google)

เอ็กซ์เอไอสูญเสียผู้ร่วมก่อตั้งรวม 6 คนจาก 12 คน

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ อวี่ฮว่าย โทนี อู๋ (Yuhuai Tony Wu) ผู้ร่วมก่อตั้งเอ็กซ์เอไอได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ถึงเวลาสำหรับบทใหม่” โดยรวมสะท้อนว่า เขากำลังจะออกจากบริษัทเพื่อไปเริ่มงานหรือโปรเจ็กต์ใหม่ เพราะมองว่าเทคโนโลยีเอไอทำให้คนไม่จำเป็นต้องมีทีมใหญ่ก็สามารถสร้างสิ่งที่มีผลกระทบระดับสูงได้

จากนั้นในช่วงบ่ายของวันถัดมา จิมมี บา (Jimmy Ba) ผู้ร่วมก่อตั้งเอ็กซ์เอไออีกคนหนึ่ง ซึ่งรายงานตรงต่อมัสก์ ได้โพสต์ข้อความอำลาผ่าน X เช่นกัน โดยขอบคุณมัสก์ที่พาทีมมารวมตัวกัน พร้อมระบุว่าภูมิใจในสิ่งที่ทีมเอ็กซ์เอไอทำ และจะยังคงใกล้ชิดกับทีมในฐานะเพื่อน

การลาออกของทั้งโทนี อู๋ และจิมมี บา ทำให้จำนวนผู้ร่วมก่อตั้งที่ออกจากบริษัทเพิ่มเป็น 6 คนจากทั้งหมด 12 คน โดยในจำนวนนี้มีถึง 5 คนที่ออกภายในช่วงเวลาเพียง 1 ปีที่ผ่านมา

ผู้ร่วมก่อตั้งที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ ไคล์ โคซิก (Kyle Kosic) หัวหน้าฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งลาออกไปอยู่กับโอเพนเอไอ ช่วงกลางปี 2567 

ตามมาด้วย คริสเตียน เซเกดี (Christian Szegedy) อดีตบุคลากรจากกูเกิล ที่ลาออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 จากนั้น อิกอร์ บาบุชคิน (Igor Babuschkin) ได้ลาออกในเดือนสิงหาคม 2568 เพื่อไปตั้งบริษัทด้านการลงทุน 

ขณะที่ เกร็ก หยาง (Greg Yang) อดีตบุคลากรจากไมโครซอฟท์ (Microsoft) ลาออกในเดือนมกราคม 2569 โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ และสำนักข่าวซีเอ็นบีซี ระบุเพิ่มเติมว่า หยางถอนตัวเพื่อไปโฟกัสการรักษาโรคไลม์ 

xAI สะเทือนก่อน IPO ผู้ร่วมก่อตั้ง 6 คนลาออก มัสก์ชูแผนสร้างโรงงานบนดวงจันทร์

Dado Ruvic / REUTERS

‘จิมมี บา’ เป็นนักวิจัยสำคัญต่อกร็อกรุ่นล่าสุด

ซีเอ็นบีซีรายงานว่า จิมมี บา เป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยโทรอนโต และเป็นนักวิจัยที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาโมเดลกร็อก (Grok) เวอร์ชัน 4 ซึ่งมัสก์พยายามผลักดันเพื่อแข่งขันกับโมเดลของคู่แข่งอย่างโอเพนเอไอ และแอนโทรปิก (Anthropic)

การที่บาประกาศลาออกผ่านโพสต์บน X พร้อมข้อความขอบคุณมัสก์ และระบุว่า “รู้สึกขอบคุณที่ได้ช่วยร่วมก่อตั้งตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น” ทำให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกจับตาว่าอาจไม่ใช่เพียงการลาออกตามปกติ เพราะบาเป็นหนึ่งในบุคลากรระดับสูงที่รายงานตรงต่อมัสก์ และเป็นหนึ่งในนักวิจัยหลักที่มีส่วนผลักดันความก้าวหน้าของโมเดลกร็อกในช่วงสำคัญ 

ยิ่งเมื่อการลาออกเกิดขึ้นต่อเนื่องจากโทนี อู๋ ภายในเวลาเพียงวันเดียว ยิ่งทำให้การเปลี่ยนแปลงภายในเอ็กซ์เอไอถูกมองว่ากำลังเกิดขึ้นในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่บริษัทเพิ่งควบรวมกับสเปซเอ็กซ์ และกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านการแข่งขันเทคโนโลยีและการตรวจสอบจากสาธารณะก่อนการทำ IPO

การควบรวมกิจการของเอ็กซ์เอไอกับสเปซเอ็กซ์เป็นดีลที่ถูกจับตามองอย่างมากในแวดวงเทคโนโลยีและอวกาศ เนื่องจากเป็นธุรกรรมแบบแลกหุ้นทั้งหมด (all-stock) โดยเอกสารที่ซีเอ็นบีซีอ้างว่าได้ตรวจสอบ ระบุว่าดีลดังกล่าวประเมินมูลค่าสเปซเอ็กซ์ไว้ที่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ และประเมินมูลค่าเอ็กซ์เอไอไว้ที่ 2.5 แสนล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้มัสก์เคยใช้เอ็กซ์เอไอเป็นกลไกในการเข้าซื้อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ผ่านดีลแลกหุ้นเช่นกันในเดือนมีนาคม 2568 อย่างไรก็ตาม บริษัทเอ็กซ์เอไอไม่ได้ตอบกลับคำขอให้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีการลาออกของผู้ร่วมก่อตั้งในทันที

ปัญหากร็อกและเครื่องมือสร้างภาพ ถูกชี้ว่าอาจสร้างแรงเสียดทานภายใน

แม้การลาออกหลายกรณีจะถูกอธิบายว่าเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ซีเอ็นบีซีรายงานว่า เอ็กซ์เอไอกำลังเผชิญการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในหลายเขตอำนาจ ทั้งในยุโรป เอเชีย และสหรัฐ โดยการตรวจสอบดังกล่าวเกิดขึ้นหลังกร็อก และระบบสร้างภาพของบริษัทถูกใช้เพื่อสร้างและเผยแพร่ภาพเชิงเพศที่ไม่ได้รับความยินยอม หรือที่ถูกเรียกกันทั่วไปว่า “ดีปเฟกพอร์น” (deepfake pornography)

ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่ถูกสร้างจากบุคคลจริง รวมถึงเด็ก และทำให้หน่วยงานกำกับดูแลในหลายพื้นที่เริ่มเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการปล่อยให้เอไอถูกใช้สร้างเนื้อหาลักษณะดังกล่าว

มัสก์จัดประชุม พูดถึง ‘โรงงานบนดวงจันทร์’

ท่ามกลางกระแสการลาออกของผู้ร่วมก่อตั้ง เดอะนิวยอร์กไทมส์ได้ฟังประชุมดังกล่าว โดยรายงานว่า มัสก์เรียกประชุมพนักงานเอ็กซ์เอไอแบบ all-hands เมื่อคืนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เนื้อหาการพูดคุยถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับอนาคตของบริษัท และการเชื่อมโยงกับ “ดวงจันทร์”

มัสก์อธิบายว่า เอ็กซ์เอไอจำเป็นต้องมีโรงงานผลิตบนดวงจันทร์ เพื่อสร้างดาวเทียมเอไอ และส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยเครื่องยิงขนาดใหญ่คล้ายหนังสติ๊ก (giant catapult) โดยมัสก์ถูกอ้างว่าได้พูดกับพนักงานว่า “คุณต้องไปดวงจันทร์” และกล่าวว่าแนวคิดนี้จะช่วยให้เอ็กซ์เอไอสามารถเข้าถึงพลังประมวลผลมากกว่าคู่แข่งรายใด

อย่างไรก็ตาม มัสก์ไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าโรงงานดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นอย่างไร หรือจะจัดโครงสร้างองค์กรใหม่หลังการควบรวมเอ็กซ์เอไอกับสเปซเอ็กซ์อย่างไร ในขณะที่ทั้งองค์กรกำลังมุ่งสู่การทำ IPO

นอกจากนี้ มัสก์ยังยอมรับว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยกล่าวว่า หากองค์กรเคลื่อนที่เร็วกว่าใครในสนามเทคโนโลยี บริษัทนั้นจะเป็นผู้นำ พร้อมอ้างว่าเอ็กซ์เอไอกำลังเคลื่อนที่เร็วกว่าใคร “ไม่มีใครเข้าใกล้ได้เลย” และกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น มักมีบางคนที่เหมาะกับช่วงเริ่มต้นของบริษัทมากกว่าช่วงหลัง ซึ่งถูกมองว่าเป็นคำอธิบายทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลากรระดับผู้ร่วมก่อตั้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ความสนใจของมัสก์ต่อดวงจันทร์เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลัง โดยก่อนหน้านี้สเปซเอ็กซ์มักถูกมองว่าโฟกัสหลักอยู่ที่ “ดาวอังคาร” แต่ในโพสต์เมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้าการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ 

มัสก์ระบุว่า สเปซเอ็กซ์ได้เปลี่ยนโฟกัสไปสู่การสร้าง “เมืองที่เติบโตได้เองบนดวงจันทร์” โดยให้เหตุผลว่าการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารอาจใช้เวลามากกว่า 20 ปี ขณะที่ดวงจันทร์อาจทำได้เร็วกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ของบริษัทที่ตลอดหลายปีถูกเชื่อมโยงกับเป้าหมายการเดินทางสู่ดาวอังคารมาโดยตลอด และยังเป็นเป้าหมายใหม่ของบริษัทที่ยังไม่เคยส่งภารกิจไปดวงจันทร์มาก่อน

นักลงทุนสนใจดาต้าเซ็นเตอร์ในวงโคจรมากกว่าการสร้างอาณานิคม

ในอีกด้านหนึ่ง บทความวิเคราะห์ที่เผยแพร่ในเทคครันซ์ตั้งข้อสังเกตว่า นักลงทุนจำนวนไม่น้อยดูเหมือนจะตื่นเต้นกับแนวคิด “ศูนย์ข้อมูลในวงโคจร” หรือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวติ้งในอวกาศ มากกว่าความฝันเรื่องการสร้างอาณานิคมบนดาวเคราะห์อื่น ซึ่งต้องใช้เวลายาวนานและมีความไม่แน่นอนสูง

เทคครันซ์ยังระบุว่า นักลงทุนร่วมทุนรายหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนเอ็กซ์เอไอ มองว่าแนวคิดเรื่องดวงจันทร์ไม่ใช่การเบี่ยงเบนความสนใจจากธุรกิจเอไอ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหลักที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาวของมัสก์ โดยแหล่งข่าวรายดังกล่าวเสนอว่า มัสก์อาจกำลังวางหมากเพื่อสร้าง “โมเดลโลก” (world model) หรือเอไอที่ไม่ได้เรียนรู้จากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว แต่ฝึกจากข้อมูลโลกจริงที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนได้ 

เช่น ข้อมูลโครงสร้างถนนและพลังงานจาก เทสลา (Tesla) ข้อมูลเชิงชีววิทยาและระบบประสาทจาก นิวรัลลิงก์ (Neuralink) ข้อมูลด้านฟิสิกส์และกลศาสตร์วงโคจรจากสเปซเอ็กซ์ รวมถึงข้อมูลใต้ดินจาก เดอะ บอริง คอมพานี (The Boring Company)

หากเพิ่มโรงงานผลิตบนดวงจันทร์เข้าไปในสมการ ก็จะยิ่งทำให้เอ็กซ์เอไอและสเปซเอ็กซ์มีแหล่งข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งที่แตกต่างจากบริษัทเอไอรายอื่น

แม้วิสัยทัศน์ดังกล่าวจะฟังดูทะเยอทะยานอย่างยิ่ง แต่ก็มีคำถามใหญ่ตามมาทั้งเรื่องความเป็นไปได้จริง และความถูกต้องทางกฎหมาย โดยเฉพาะกรอบกฎหมายอวกาศที่อ้างอิงสนธิสัญญาอวกาศ ปี 2510 ซึ่งระบุว่าไม่มีประเทศใดสามารถอ้างสิทธิ์เหนือดวงจันทร์ได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง กฎหมายสหรัฐ ปี 2558 กลับเปิดช่องให้เอกชนสามารถถือครองทรัพยากรที่สกัดออกมาจากดวงจันทร์ได้ ทำให้บทความตั้งข้อสังเกตว่า กรอบกฎหมายดังกล่าวอาจเป็นฐานคิดที่มัสก์ใช้ในการวางภาพอนาคตของโครงการนี้ ทั้งที่หลายประเทศอย่างจีนและรัสเซียไม่ได้ยอมรับแนวทางเดียวกัน

จากคำอธิบายของ แมรี-เจน รูเบนสไตน์ (Mary-Jane Rubenstein) นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวสเลียน เผยว่า การบอกว่า “ห้ามเป็นเจ้าของดวงจันทร์ แต่เป็นเจ้าของสิ่งที่ขุดออกมาได้” เป็นความแตกต่างที่แทบไม่มีความหมาย เพราะทรัพยากรที่อยู่ในดวงจันทร์ก็คือดวงจันทร์เอง เปรียบเหมือนการบอกว่าไม่สามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ แต่สามารถถือครองพื้นไม้และคานทั้งหมดของบ้านแทน

นาซาจะเป็นรายได้เพียง 5% ในปี 2569

ด้านรายได้ของสเปซเอ็กซ์ มัสก์เปิดเผยผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า แม้เขาจะ “รักนาซา” แต่สัดส่วนรายได้จากสัญญากับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) จะคิดเป็นประมาณ 5% ของรายได้ทั้งหมดของสเปซเอ็กซ์ในปี 2569 พร้อมระบุว่า รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมสตาร์ลิงก์ (Starlink) ซึ่งกำลังกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท

เบนซิงการายงานว่า สเปซเอ็กซ์มีรายได้เกือบ 16,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 มีกำไรราว 8,000 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขประมาณการรายได้ปี 2569 อยู่ในช่วงประมาณ 22,000-24,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของธุรกิจหลักอย่างสตาร์ลิงก์มากกว่าเมื่อเทียบกับสัญญารัฐบาลอย่างนาซา

บริบทการเงินและ IPO ทำให้แรงกดดันต่อเอ็กซ์เอไอเพิ่มขึ้น

รายงานหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า การควบรวมและการเตรียม IPO จะทำให้เอ็กซ์เอไอต้องเผชิญการตรวจสอบมากขึ้น ทั้งจากตลาดทุน หน่วยงานกำกับดูแล และสังคม ขณะเดียวกันความเร็วของการแข่งขันพัฒนาโมเดลเอไอไม่ได้ชะลอตัว หากกร็อกไม่สามารถไล่ทันโมเดลใหม่ของคู่แข่งอย่างโอเพนเอไอ และแอนโทรปิก ก็อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การสูญเสียบุคลากรระดับผู้ร่วมก่อตั้งถูกมองว่าเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของบริษัท ในช่วงที่เอ็กซ์เอไอต้องเร่งรักษาความสามารถในการแข่งขันและเตรียมรับแรงกดดันจาก IPO ที่กำลังใกล้เข้ามา

อ้างอิง: The New York TimesCNBCTechcrunch และ Benzinga