ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ นัดฟังคำพิพากษาและ/หรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ในคดีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคให้ความช่วยเหลือโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ในประเด็นการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่เป็นธรรม จากกรณีการ “ปัดเศษวินาทีเป็นนาที” โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” และยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
นางสาวณัฐวดี เต็งพานิชกุล นักกฎหมายและทนายความมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยอ้างอิงมติของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 10/2559 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ซึ่งกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz คิดค่าบริการโทรศัพท์ตามการใช้งานจริงเป็นวินาที รวมถึงมติ กทค. ครั้งที่ 13/2559 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 ที่มีการขยายหลักการดังกล่าวให้ครอบคลุมคลื่นความถี่ 2.1 GHz เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งดีแทคเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตคลื่นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์เห็นว่า มติ กทค. ครั้งที่ 13/2559 ยังไม่มีสภาพบังคับใช้ เนื่องจากต้องมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียก่อน อีกทั้งมติดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้มีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยทั้งสองให้ต้องปฏิบัติตามเป็นการเฉพาะ และ
ในเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมของคลื่นความถี่ 2.1 GHz ก็ไม่ได้ระบุให้ต้องคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามการใช้งานจริงเป็นวินาที
แตกต่างจากใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz และ 895-915 MHz/940-960 MHz ที่มีเงื่อนไขบังคับชัดเจนให้คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง
นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เรื่อง การกำหนดและกำกับดูแลโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ โดยกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องเสนอรายการส่งเสริมการขายที่คิดค่าบริการเป็นวินาทีไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนแพ็กเกจทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 สามารถคิดค่าบริการเป็นนาทีได้
จากเหตุผลดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่าการคิดค่าบริการแบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาทีของดีแทค ไม่ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากมติ กทค. ครั้งที่ 13/2559 ที่เกี่ยวข้องกับดีแทคยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ทำให้ดีแทคไม่ต้องร่วมรับผิด และมีคำพิพากษายกฟ้อง
ทั้งนี้ คดีการคิดค่าบริการโทรศัพท์ตามการใช้งานจริงเป็นวินาที มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ยื่นฟ้องผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ราย ได้แก่ DTAC, TRUE และ AIS ตั้งแต่ปี 2561 โดยกรณีของทรูได้มีการเจรจาและตกลงเยียวยาผู้บริโภคแล้ว ส่วนกรณีของ DTAC และ AIS ได้ดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีต่อเนื่อง จนมีคำพิพากษาในช่วงปี 2566 และ 2567
สำหรับคดีของ AIS ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน แต่มีการวินิจฉัยในประเด็นข้อสัญญาโทรคมนาคมว่า เป็นสัญญาที่กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม และเงื่อนไขการให้บริการไม่ได้ระบุให้อำนาจ AIS คิดค่าบริการแบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาที ดังนั้น การตีความสัญญาจึงต้องเป็นคุณแก่ฝ่ายผู้บริโภคซึ่งเป็นฝ่ายที่จะเสียหายจากมูลหนี้ แม้จะสามารถพิสูจน์ค่าเสียหายได้อย่างชัดเจนก็ตาม โดยคดีของ AIS ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์
นางสาวณัฐวดี กล่าวว่า สำหรับคดีของ DTAC ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจะนำไปพิจารณาในการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อไป พร้อมย้ำว่า แม้ศาลแพ่งจะพิพากษายกฟ้องผู้บริโภคทั้ง 2 ราย แต่คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สัญญาโทรคมนาคมของผู้ประกอบการกำหนดให้ต้องดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงอาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการจงใจละเมิดและผิดสัญญาต่อผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยังให้ข้อแนะนำแก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ประสบปัญหาการถูกคิดค่าบริการแบบปัดเศษจากวินาทีเป็นนาที ให้รีบขอเอกสารประวัติการใช้งานย้อนหลังในช่วงเวลาที่มีการคิดค่าบริการดังกล่าว เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานหากจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาล เนื่องจากผู้ประกอบการมักเก็บข้อมูลย้อนหลังไว้เพียง 3-6 เดือนเท่านั้น
ทั้งนี้ การขอข้อมูลประวัติการใช้งานเป็นสิทธิของผู้บริโภคตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ข้อ 22 ซึ่งกำหนดให้ผู้ใช้บริการมีสิทธิ์ขอให้ผู้ให้บริการนำหลักฐานมายืนยันความถูกต้องของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการภายใน 60 วัน และผู้ให้บริการต้องจัดส่งข้อมูลโดยไม่อาจบ่ายเบี่ยง หากมีการยื้อเวลาเกินกำหนด ให้ถือว่าผู้ให้บริการสิ้นสิทธิ์ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในส่วนที่ผู้ใช้บริการได้โต้แย้งไว้





