การเร่งเครื่องเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในทศวรรษหน้า ไม่อาจพึ่งเพียงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายหรือการผลักดันแพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น หากแต่ต้องมี “ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” เป็นรากฐาน โดยเฉพาะในยุคที่ระบบคลาวด์ได้กลายเป็นหัวใจของการให้บริการภาครัฐ การดำเนินธุรกิจ และห่วงโซ่เศรษฐกิจดิจิทัลแทบทุกมิติ
โดยบริบทสำคัญที่ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) โดยล่าสุดได้จัดทำ “แผนบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามมาตรฐานด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ พ.ศ. 2569–2573” เพื่อใช้เป็นกรอบกลางของประเทศ ในการยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงไซเบอร์ให้สอดรับกับการขยายตัวของเศรษฐกิจบนคลาวด์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรายละ เอียดของแผนฯ ดังกล่าว พบว่าในเชิงโครงสร้าง แผนฉบับนี้ไม่ใช่เพียงเอกสารด้านเทคนิค แต่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายสำหรับผู้บริหารระดับสูงและผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยสรุปสาระสำคัญตั้งแต่เหตุผลความจำเป็น สถานการณ์ภัยคุกคาม ไปจนถึงวิสัยทัศน์และแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ
พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สกมช. ให้รายละเอียดว่า จุดตั้งต้นของแผนอยู่ที่การยอมรับความจริงว่า การใช้คลาวด์ของหน่วยงานรัฐและเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ระดับความพร้อมด้านความปลอดภัยยังไม่สม่ำเสมอ ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้มาจากการโจมตีขั้นสูงเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงความผิดพลาดจากการตั้งค่าระบบ และความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสามารถลุกลามเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นได้ในวงกว้าง
ในมุมเศรษฐกิจมหภาค ภัยไซเบอร์บนคลาวด์ไม่ใช่แค่ปัญหาไอที แต่คือความเสี่ยงเชิงระบบ ที่กระทบต่อการลงทุน การให้บริการสาธารณะ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แผนบูรณาการฉบับนี้จึงพยายามยกระดับประเด็นความมั่นคงไซเบอร์จากเรื่องเฉพาะหน่วยงาน ไปสู่ “สถาปัตยกรรมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับชาติ”
ซึ่งจากแผนยังผูกโยงกับกรอบกฎหมายและนโยบายที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระบบคลาวด์ และกรอบการกำกับของ สกมช. เพื่อสร้างความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มเอกภาพในการบังคับใช้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎของภาคธุรกิจในระยะยาว
อีกมิติที่สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัลคือ กระบวนการจัดทำแผนที่เปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการระดมความเห็นและการเปิดรับข้อเสนอจากสาธารณะ ซึ่งช่วยเพิ่มความยอมรับและโอกาสในการนำไปใช้จริง
สำหรับหัวใจคือ โจทย์การสร้างความมั่นใจ ว่าประเทศไทยมีการใช้ระบบคลาวด์ที่มั่นคงปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ครอบคลุมทั้งคน กระบวนการ และเทคโนโลยี สอดคล้องมาตรฐานสากล และสนับสนุนนโยบาย Cloud First ของประเทศ โดยวางยุทธศาสตร์หลัก 3 ด้าน ได้แก่
- การสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชน
- การผลักดันการปฏิบัติตามมาตรฐาน
- การพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในแผนฯยังเสนอ “โมเดลคลาวด์ระดับชาติ” เป็นแกนกลางของสถาปัตยกรรมไซเบอร์ เพื่อใช้เป็นโครงสร้างอ้างอิงร่วม ลดความกระจัดกระจายของการลงทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารต้นทุนและความคุ้มค่าในระดับประเทศ
ในเชิงปฏิบัติ แผนแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นในปี 2569 ระยะบูรณาการในช่วง 2570–2571 ไปจนถึงระยะยั่งยืนในปี 2572–2573 สะท้อนการมองความมั่นคงไซเบอร์เป็นการลงทุนระยะยาว มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ท้ายที่สุด กลไกการกำกับ ติดตาม และประเมินผล ถูกวางไว้เป็นส่วนสำคัญ เพื่อให้แผนสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ภัยไซเบอร์และบริบทเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง หากทำได้จริง
ดังนั้น แผนบูรณาการฉบับนี้อาจเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญ ที่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในเวทีโลก และลดความเสี่ยงเชิงระบบที่มองไม่เห็น แต่มีต้นทุนสูงที่สุดในยุคคลาวด์





