ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอนโทรปิก (Anthropic) บริษัทเอไอสัญชาติสหรัฐ ออกมาเตือนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเอไอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และการทำงานของมนุษย์ในวงกว้าง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่าย “ตื่นตัว” ต่อความเสี่ยงที่กำลังใกล้เข้ามา
อโมเดอีแสดงมุมมองนี้ผ่านบทความความยาวประมาณ 19,000 คำ ชื่อ The adolescence of technology หรือช่วงวัยรุ่นของเทคโนโลยี โดยชี้ว่า เอไอที่มีพลังสูงมากอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นทั้งโอกาสมหาศาลและความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาระบุว่า มนุษยชาติกำลังจะได้รับพลังที่แทบไม่อาจจินตนาการได้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่า ระบบทางสังคม การเมือง และเทคโนโลยีที่มีอยู่ จะพร้อมพอในการควบคุมและใช้อำนาจนั้นอย่างรับผิดชอบหรือไม่ บทความนี้จึงถูกเขียนขึ้นเพื่อกระตุ้นให้สังคมโลกเริ่มลงมือจัดการความเสี่ยงของเอไออย่างจริงจัง
แอนโทรปิกเป็นบริษัทผู้อยู่เบื้องหลังแชตบอตคลอดด์ (Claude) และมีรายงานว่ามีมูลค่ากิจการราว 350,000 ล้านดอลลาร์ อโมเดอีร่วมก่อตั้งบริษัทในปี 2564 พร้อมอดีตพนักงานของโอเพนเอไอ (OpenAI) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแชตจีพีที (ChatGPT) และเขาเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ออกมาเตือนเรื่องอันตรายของการพัฒนาเอไอแบบไร้ข้อจำกัดมาโดยตลอด
ช่วงเวลาที่บทความถูกเผยแพร่ ตรงกับการที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศความร่วมมือกับแอนโทรปิก เพื่อพัฒนาแชตบอตช่วยผู้หางาน ให้คำแนะนำด้านอาชีพและการสมัครงาน ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการผู้ช่วยเอไอสำหรับบริการภาครัฐ
ขณะเดียวกัน แอนโทรปิกยังเผยแพร่เอกสารรัฐธรรมนูญของคลอดด์ ความยาว 80 หน้า เพื่ออธิบายแนวทางการพัฒนาเอไอให้ปลอดภัยและมีจริยธรรมในภาพรวม
อโมเดอี ระบุว่า หากเทียบกับปี 2566 โลกในปี 2569 จะเข้าใกล้ความเสี่ยงที่แท้จริงจากเอไอมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นช่วงที่ประเด็นความเสี่ยงระดับการดำรงอยู่ของมนุษยชาติจากเอไอ เริ่มถูกยกขึ้นมาเป็นวาระทางการเมืองในหลายประเทศ
ในบทความ เขายังอ้างถึงกรณีกร็อก (Grok) เอไอของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ที่ถูกนำไปใช้สร้างภาพตัดต่อเชิงทางเพศและเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงข้อกังวลว่าแชตบอตดังกล่าวอาจถูกใช้สร้างสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก
บริษัทเอไอบางแห่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจอย่างน่ากังวลต่อปัญหาการทำให้เด็กถูกนำเสนอในเชิงทางเพศผ่านเอไอในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เขาตั้งคำถามว่า บริษัทเหล่านี้จะสามารถจัดการความเสี่ยงที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตได้หรือไม่
สำหรับนิยามของ “เอไอทรงพลัง” อโมเดอีอธิบายว่า หมายถึงระบบที่ฉลาดกว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยา คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือการเขียน เอไอในระดับนี้สามารถรับคำสั่งจากมนุษย์หรือออกคำสั่งให้มนุษย์ได้ และแม้จะอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ก็อาจควบคุมหุ่นยนต์ หรือออกแบบหุ่นยนต์เพื่อใช้งานเอง
อโมเดอีประเมินว่า เอไอที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระและสร้างระบบของตนเอง อาจเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 1-2 ปีข้างหน้า แม้จะยอมรับว่ากรอบเวลาดังกล่าวอาจยาวกว่านั้น แต่ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีในช่วงหลังเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม
หากการเติบโตแบบก้าวกระโดดยังคงดำเนินต่อไป แม้จะไม่ใช่สิ่งที่รับประกันได้ แต่จากแนวโน้มที่เห็นต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ก็มีความเป็นไปได้ว่าในอีกไม่กี่ปี เอไออาจทำได้ดีกว่ามนุษย์แทบทุกด้าน
ก่อนหน้านี้ อโมเดอีเคยเตือนว่า เอไออาจทำให้งานระดับเริ่มต้นในสายงานสำนักงานหายไปถึงครึ่งหนึ่ง และอาจทำให้อัตราการว่างงานโดยรวมพุ่งสูงถึง 20% ภายในห้าปีข้างหน้า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเอไอ เช่น การเพิ่มผลิตภาพและการลดต้นทุนแรงงาน อาจมีมูลค่าสูงมากจนทำให้สังคมลังเลที่จะชะลอหรือจำกัดการพัฒนาเทคโนโลยีนี้
อโมเดอีอธิบายว่านี่คือ กับดักของเอไอ เพราะมันทั้งทรงพลังและให้ผลตอบแทนที่ล่อตาล่อใจอย่างยิ่ง จนเป็นเรื่องยากที่อารยธรรมมนุษย์จะกำหนดขอบเขตให้มันได้ แม้เช่นนั้น เขายังระบุว่า หากสังคมโลกลงมืออย่างรอบคอบและจริงจัง ความเสี่ยงเหล่านี้อาจถูกจัดการได้ แต่ต้องยอมรับก่อนว่านี่คือความท้าทายระดับอารยธรรม
อ้างอิง: The Guardian





