รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องเพื่อชิงความได้เปรียบด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อเล็กเซย์ นาโวโลคิน ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอเอ็มดี เปิดมุมมองว่า สำหรับหลาย ๆ ประเทศ แรงขับเคลื่อนเพื่อชิงความได้เปรียบด้าน AI เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงทางประชากรศาสตร์ที่เร่งด่วน
ไม่ว่าจะเป็น สังคมผู้สูงอายุ การหดตัวของกำลังแรงงาน และความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปผลิตผล ซึ่งเราเองไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองล้าหลังได้ และการผงาดขึ้นของ Agentic AI (AI ที่มีความคิดเชิงตัวแทนและกระทำการเองได้) คือคำมั่นสัญญาที่จะเข้ามาเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เร็วยิ่งขึ้น
สิ่งที่ทำให้ Agentic AI แตกต่างจากโมเดล AI แบบดั้งเดิมคือ มันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ตอบคำถาม แต่สามารถคิดหาเหตุผล วางแผน และลงมือทำข้ามระบบต่าง ๆ ได้
นับเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการตอบสนองของ AI แบบตั้งรับไปสู่ระบบเชิงรุกที่ทำงานร่วมกับมนุษย์เสมือนเพื่อนร่วมงาน การเติบโตของ Agentic AI จะต้องการพลังการประมวลผลที่มหาศาลกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่สำหรับงานเดียว แต่สำหรับกระบวนการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนาน ที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ การวางแผน และการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
AI ไม่ใช่แค่เรื่องของ GPU
เมื่อเทคโนโลยี Agentic AI พัฒนาขึ้นและมีการนำไปใช้งานเป็นวงกว้าง ก็เปรียบเสมือนการเพิ่มผู้ใช้งานเสมือนจริง (virtual users) นับพันล้านรายเข้าสู่โครงข่ายการประมวลผล
คำถามสำคัญสำหรับทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย คือ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของประเทศมีความพร้อมที่จะรองรับขนาดของการใช้งาน และความซับซ้อนระดับนี้แล้วหรือยัง
ในการสนทนาเรื่อง AI เรามักได้ยินแต่เรื่องของหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะสำหรับการเทรนและการรันโมเดลขนาดใหญ่ แต่ในความเป็นจริง หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) มีความสำคัญไม่แพ้กันในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนระบบ AI ทำหน้าที่จัดการงานสำคัญต่าง ๆ เช่น การเคลื่อนย้ายข้อมูล การจัดการหน่วยความจำ การประสานงานของเธรด และการบริหารจัดการเวิร์กโหลดงานของ GPU
ในความเป็นจริง เวิร์กโหลดงาน AI จำนวนมาก รวมถึงโมเดลภาษาที่มีพารามิเตอร์สูงสุดถึง 1.3 หมื่นล้านพารามิเตอร์, ระบบจดจำภาพ, การตรวจจับการฉ้อโกง และระบบแนะนำสินค้า สามารถรันเวิร์กโหลกได้อย่างมีประสิทธิภาพบนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ CPU เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อขับเคลื่อนด้วย CPU ประสิทธิภาพสูง
เมื่อโมเดล AI วิวัฒนาการไปสู่สถาปัตยกรรมแบบแยกส่วนมากขึ้น (modular architectures) ความต้องการในการจัดสรรทรัพยากรอย่างชาญฉลาดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น CPU จำเป็นต้องมีชุดคำสั่งต่อรอบสัญญาณนาฬิกา (IPC) ที่สูง มีระบบ input/output (I/O) ที่รวดเร็ว และมีความสามารถในการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างแม่นยำ
‘การเชื่อมต่อ’ สำคัญไม่แพ้กัน
ขณะที่ อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การเชื่อมต่อ” ซึ่งเปรียบเสมือน “กาว” ที่ยึดโยงระบบ AI สมัยใหม่เข้าด้วยกัน อุปกรณ์เครือข่ายขั้นสูง
การเชื่อมต่อระหว่างกันที่มีความเร็วสูงที่มีความหน่วงต่ำช่วยให้ข้อมูลไหลเวียนข้ามระบบได้อย่างราบรื่น ในขณะที่โครงสร้างแบบ Scalable Fabric ช่วยเชื่อมต่อโหนดต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นคลัสเตอร์ AI แบบกระจายตัวที่ทรงพลัง
ในยุคของ Agentic AI การออกแบบระบบแบบผสมผสาน (heterogeneous system design) กลายเป็นสิ่งจำเป็น โครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องก้าวข้ามให้ไกลกว่าแค่พลังการประมวลผลดิบ ๆ ไปสู่การบูรณาการ CPU, GPU, เครือข่าย และหน่วยความจำ เข้าด้วยกันอย่างยืดหยุ่นและขยายขนาดได้
ระบบที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะนี้จะสามารถมอบความเร็ว การประสานงาน และปริมาณงาน (throughput) ที่จำเป็นเพื่อรองรับการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ที่รวดเร็วของเอเจนต์อัจฉริยะนับพันล้านตัว
‘โอเพนซอร์ส’ เปิดทางนวัตกรรม
ทำไม "การเป็นระบบเปิด" (Openness) ถึงสำคัญในสนามแข่ง AI เมื่อระบบ AI มีความซับซ้อนและมีการใช้งานมากขึ้น “การเป็นระบบเปิด” ทั้งในด้านซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการออกแบบระบบ จะกลายเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์
เนื่องจากระบบนิเวศแบบปิดมีความเสี่ยงต่อการถูกผูกขาด (vendor lock-in) ซึ่งเป็นการจำกัดความยืดหยุ่น และขัดขวางนวัตกรรมในช่วงเวลาที่การปรับตัวคือกุญแจสำคัญของการขยายสเกลด้าน AI
เช่นเดียวกับในบริบทของประเทศไทยที่ต้องการส่งเสริมนวัตกรรมทั้งในภาคการศึกษา สตาร์ทอัพ และอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ AI แบบเปิดจะช่วยให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้กว้างขวางขึ้น พัฒนาต่อยอดได้เร็วขึ้น และลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด
ในทำนองเดียวกัน การเป็นระบบเปิดในระดับฮาร์ดแวร์และระบบก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่อการประมวลผล AI พัฒนาไปสู่การใช้งานแบบผสมผสานในสเกลใหญ่ สถาปัตยกรรมระดับตู้แร็ค (rack-scale) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญ
ยุคของ ‘multi-agent AI’
สำหรับประเทศไทย การเปิดรับระบบนิเวศแบบเปิดจะช่วยให้ประเทศได้รับประโยชน์จากนวัตกรรมระดับโลก พร้อมกับสร้างจุดเด่นของตนเองในระดับท้องถิ่น ช่วยให้รัฐบาลและภาคธุรกิจสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และตอบโจทย์ความต้องการภายในประเทศ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดเฉพาะของผู้ค้ารายใดรายหนึ่ง
ยุคสมัยที่กำลังจะมาถึงซึ่งจะถูกกำหนดโดย multi-agent AI การเป็นระบบเปิดจะไม่ใช่แค่ปรัชญา แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการขยายสเกล ความเป็นอธิปไตยทางเทคโนโลยี และความเป็นผู้นำที่ยั่งยืน
เอเอ็มดีระบุว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิดที่ผสานรวมและขยายสเกลได้เช่นนี้ เป็นมากกว่าแค่ทางเลือกทางเทคโนโลยี แต่มันคือรากฐานเชิงกลยุทธ์สำหรับความสามารถในการแข่งขันของชาติ
ประเมินขณะนี้นับว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทรงพลังซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตและนวัตกรรมของประเทศ
เพราะเมื่อต้องรับมือกับความต้องการด้านระบบอัตโนมัติที่เพิ่มขึ้นและความทะเยอทะยานด้าน AI ในระดับภูมิภาค โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่พร้อมสำหรับอนาคตจะเป็นสิ่งจำเป็นในการปลดล็อกนวัตกรรม ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน





