ปี 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยอย่างชัดเจน หลังบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลท. ว่า Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. ได้ลงนามขายหุ้น TRUE สัดส่วน 24.95% ให้แก่ บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (ARISE Digital Technology) ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป (Arise Ventures Group) ของนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ TRUE และอดีตประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP)
ดีลดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการ “ถอนการลงทุน” ของเทเลนอร์ออกจากตลาดไทยอย่างสมบูรณ์ภายในกรอบเวลา 2 ปีข้างหน้า หากแต่เป็นการทำให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TRUE ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าอยู่ภายใต้กลุ่มทุนใหญ่อย่าง ซีพี กรุ๊ป อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ฝั่งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS มีบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Gulf เป็นผู้ถือหุ้นเชิงยุทธศาสตร์
เมื่อสองค่ายโทรคมนาคมขนาดใหญ่ต่างมี “กลุ่มทุนระดับประเทศ” เป็นแบ็กอัปเชิงยุทธศาสตร์ที่มองภาพใหญ่มากกว่าค่าบริการจากโทรศัพท์มือถือ การแข่งขันจึงไม่จำกัดอยู่เพียงโปรโมชัน ค่าแพ็กเกจ หรือจำนวนเลขหมาย หรือจำนวนลูกค้ามือถือ และยอดการใช้ 5G อีกต่อไป
แต่ยกระดับสู่การแข่งขันเชิง “โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล” ที่เปรียบได้กับกระดูกสันหลังของชาติอย่างแท้จริง ตั้งแต่ฐานเงินลงทุน โครงข่ายดิจิทัล ดาต้าเซนเตอร์ พลังงาน เทคโนโลยีคลาวด์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงการแตกไลน์สู่แพลตฟอร์มดิจิทัล และอุตสาหกรรมใหม่
ขยายธุรกิจบนฐานทุนแข็งของ Gulf
หากพิจารณา ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 เอไอเอส ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้านขนาดธุรกิจอย่างชัดเจน ด้วยรายได้รวม 54,362 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท ขณะที่ EBITDA เติบโตต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งมือถือ บรอดแบนด์ และลูกค้าองค์กร
ฐานลูกค้าของ เอไอเอส มีผู้ใช้มือถือ 46.3 ล้านเลขหมาย และผู้ใช้ 5G จำนวน 15.8 ล้านเลขหมาย เติบโต 36% จากปีก่อน ครอบคลุมประชากรมากกว่า 95% ของประเทศ การขยายโครงข่ายหลังชนะประมูลคลื่น 2100 MHz และการนำเทคโนโลยี “Super Block” มาเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย ทำให้ความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
ในธุรกิจบรอดแบนด์ AIS 3BB FIBRE3 มีผู้ใช้รวม 5.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 68,000 รายในไตรมาสเดียว กลยุทธ์สำคัญอยู่ที่การผสานโครงข่ายเข้ากับคอนเทนต์พรีเมียม เช่น พรีเมียร์ลีก, NBA และ NFL เพื่อเพิ่ม ARPU และยึดฐานลูกค้าครัวเรือน ขณะที่ธุรกิจลูกค้าองค์กรเติบโต 14% YoY จากดีมานด์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน โดย เอไอเอส ใช้จุดแข็งด้านคลาวด์ ดาต้าเซนเตอร์ และ AI ผ่านพันธมิตรอย่าง Oracle Cloud และโครงการ GSA Data Center
ในเชิงทรัพยากร เอไอเอส ถือครองคลื่นความถี่รวม 1,460 MHz ครอบคลุมตั้งแต่ 700 MHz ถึง 26 GHz โดยเฉพาะคลื่น 26 GHz สูงถึง 1,200 MHz รองรับการขยาย 5G และบริการดิจิทัลขั้นสูงในอนาคต
เมื่อผนวกเข้ากับบทบาทของ กัลฟ์ ซึ่งมีฐานธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ดิจิทัล และดาต้าเซนเตอร์ ทำให้ เอไอเอส มี “กระดูกสันหลังด้านเงินทุน และโครงสร้างพื้นฐาน” ที่แข็งแรง รองรับการต่อยอดสู่ Smart Infrastructure, Cloud และ AI เชิงอุตสาหกรรม
ฟื้นคุณภาพกำไรบนอาณาจักรธุรกิจ CP
ฝั่ง ทรู แสดงสัญญาณฟื้นตัวเชิงคุณภาพต่อเนื่อง หลังการควบรวม ทรู-ดีแทค และการบริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น ไตรมาส 3/2568 บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT) 1.6 พันล้านบาท และหากไม่รวมรายการพิเศษ จะมีกำไรสุทธิปรับปรุงสูงถึง 4.6 พันล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 27,000 ล้านบาท เติบโต 7.9% และมีอัตรากำไรจากบริการสูงถึง 65.3%
รายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 41,300 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย YoY จากการสิ้นสุดสัญญาคลื่นร่วมกับบมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) แต่ ทรู สามารถลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานลง 21.6% YoY ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อ EBITDA ลดลงเหลือ 4.2 เท่า CAPEX อยู่ที่ 6.9 พันล้านบาท หรือ 15% ของยอดขาย สะท้อนแนวทางลงทุนแบบ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิรวม 5.2 พันล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 6.6 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายสูงถึง 125%
สำหรับฐานลูกค้า ทรู มีผู้ใช้มือถือ 46.9 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้ 5G จำนวน 15.5 ล้านราย และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้าน 3.8 ล้านราย แม้จำนวนซิมลดลงเล็กน้อย แต่สะท้อนการคัดกรองลูกค้าที่มีคุณภาพ
ด้านคลื่นความถี่ ทรู ถือครองรวม 1,350 MHz ครอบคลุม 8 ย่านความถี่ ตั้งแต่ 700 MHz ถึง 26 GHz จุดแข็งคือ ความหลากหลายของคลื่น ทำให้บริหารโครงข่ายได้ยืดหยุ่น
ภายใต้การสนับสนุนของ ซีพี ทรู ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เพียงธุรกิจสื่อสาร แต่สามารถต่อยอดสู่แพลตฟอร์มค้าปลีก ดิจิทัลคอนเทนต์ โลจิสติกส์ สุขภาพ และสมาร์ตซิตี้ ผ่านเครือข่ายธุรกิจในกลุ่ม ซีพี ซึ่งถือเป็น “แต้มต่อเชิงอีโคซิสเต็ม” ในเชิงโครงสร้าง
'อไรซ์' เติมมิติดีปเทค-อินฟราฯ ดิจิทัล
ขณะที่การเกิดขึ้นของ "กลุ่มอไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป" ซึ่งถือหุ้นทั้งหมดโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประกาศการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อเร่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลแบบบูรณาการ ครอบคลุมดาต้าเซนเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล คลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
มีเป้าหมายยกระดับการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรม และการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาค และ อไรซ์ ก็กลายเป็นตัวละครสำคัญในอีโคซิสเต็มนี้ ที่พร้อมดัน ทรู ให้กลายเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งมากกว่าที่เคย
บริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เข้าซื้อหุ้น TRUE 24.95% จาก Telenor Thailand Investments Pte Ltd สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการเติบโตระยะยาวของ ทรู พร้อมมีบทบาทสนับสนุนการเร่งกลยุทธ์ นวัตกรรม และการสร้างคุณค่าทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการรักษาวินัยด้านผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
นอกจากนี้ กลุ่มอไรซ์ยังถือหุ้นในบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ ซึ่งเป็นฟินเทคยูนิคอร์นรายแรกของไทย ก่อตั้งในปี 2558 และได้รับใบอนุญาต Virtual Bank รวมถึงการถือหุ้นในทรูไอดีซี ผู้ให้บริการดาต้าเซนเตอร์ชั้นนำของประเทศ ซึ่งก่อตั้งในปี 2558 เช่นกัน โดยมีเป้าหมายขยายการลงทุนในภูมิภาคและก้าวสู่ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับภูมิภาค
เอไอเอสมองดีลหนุนยุทธศาสตร์ดิจิทัล
นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การที่ Telenor ขายหุ้น TRUE 24.95% ให้แก่ อไรซ์ ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ซึ่งจะเร่งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะ AI และดาต้าเซนเตอร์
อย่างไรก็ดี ในมุมของ เอไอเอส ยุทธศาสตร์ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม โดยให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเป็นแกนหลักของการเติบโตระยะยาว ความร่วมมือด้านคลาวด์กับ Google ถูกมองว่าเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อยอด AI แบบ End-to-End ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานถึงแอปพลิเคชัน และเมื่อผสานกับศักยภาพของ AIS และ GSA จะเสริมความแข็งแกร่งในการแข่งขันระยะยาว
เขา ยังประเมินว่า การถอนบทบาทของ Telenor ไม่ได้เปลี่ยนสาระของการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมมากนัก แต่การแข่งขันใน “อารีน่าใหม่” เช่น AI ดาต้าเซนเตอร์ และธุรกิจดิจิทัล จะเข้มข้นขึ้น ขณะที่ความผันผวนของราคาหุ้นสะท้อนความกังวลด้านโครงสร้างการบริหารมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
ส่วนความผันผวนของราคาหุ้น และความตื่นตัวของตลาดทุนหลังดีลการขายหุ้นดังกล่าว นายปรัธนา ประเมินว่า ปัจจัยหลักน่าจะมาจากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความไม่แน่นอนด้านการบริหาร มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ เนื่องจากคณะผู้บริหารชุดปัจจุบันของทรูสามารถสร้างผลประกอบการ และกำไรได้อย่างโดดเด่นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ตลาดจึงจับตาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการบริหารหรือไม่ในระยะถัดไป
ประเด็นนี้เป็นเรื่องของความเสี่ยงเชิงไดนามิกในมุมตลาดทุน มากกว่าจะเป็นสัญญาณเชิงลบต่ออุตสาหกรรมโดยรวม ภาพใหญ่ยังเห็นได้ชัดว่าทุกฝ่ายเดินหน้าลงทุน และแข่งขัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
สนามแข่งขันมาราธอนของจริง
เมื่อเปรียบเทียบเชิงตัวเลข เอไอเอส ยังนำด้านรายได้ และกำไรสุทธิ ด้วยรายได้ 54,362 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 12,039 ล้านบาท ขณะที่ ทรู มีรายได้จากบริการ 41,300 ล้านบาท และ NPAT 1.6 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ทรู เด่นด้านประสิทธิภาพการทำกำไรจากการดำเนินงาน ด้วย EBITDA 27,000 ล้านบาท และอัตรากำไร 65.3% สะท้อนวินัยต้นทุนหลังควบรวม
จำนวนผู้ใช้มือถือ และ 5G ของทั้งสองค่ายใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การแย่งลูกค้าใหม่ แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าการใช้งาน และคุณภาพเครือข่าย ขณะที่ทรัพยากรคลื่น เอไอเอส ถือครอง 1,460 MHz มากกว่า ทรู ที่ 1,350 MHz เล็กน้อย ส่วน ทรู ได้เปรียบด้านความหลากหลายของย่านคลื่น
เหนือกว่าตัวเลข คือ พลังของผู้ถือหุ้นใหญ่ กัลฟ์ หนุน เอไอเอส ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ส่วน ซีพี ผ่านอไรซ์ หนุน ทรู ด้วยอีโคซิสเต็มค้าปลีก ดิจิทัล การเงิน และคอนเทนต์ ทำให้การแข่งขันเคลื่อนจากผู้ให้บริการมือถือ สู่การแข่งขันของ “แพลตฟอร์มเศรษฐกิจดิจิทัล”
ปี 2569 จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเกมยาว ที่ไม่ได้วัดกันเพียงความแรงสัญญาณหรือราคาซิม แต่เป็นศักยภาพในการสร้างมูลค่าใหม่จากโครงข่าย ทุน เทคโนโลยี และอีโคซิสเต็ม ว่าใครจะลงลึก และยั่งยืนได้มากกว่าระหว่าง “เอไอเอส-กัลฟ์” และ “ทรู-ซีพี” ซึ่งจะกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในทศวรรษถัดไปอย่างแท้จริง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





