กระทรวงดีอี รายงานผลการดำเนินงานด้านการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 พบว่า สามารถสั่งปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายได้รวมกว่า 220,486 รายการ
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายข้าราชการประจำ เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มุ่งยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม โดยเน้นการตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการเร่งปิดกั้นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและปัญหาสังคมในวงกว้าง
สำหรับช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 11 มกราคม 2569 กระทรวงดีอีสามารถปิดกั้น URLs ผิดกฎหมายได้รวม 220,486 รายการ ขณะที่เฉพาะเดือนธันวาคม 2568 เพียงเดือนเดียว มีจำนวน URLs ที่ถูกระงับสูงถึง 116,397 รายการ สะท้อนปริมาณการกระทำผิดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี
เมื่อจำแนกตามประเภท พบว่า URLs ที่เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ถูกปิดกั้นมากที่สุด จำนวน 183,977 รายการ รองลงมาคือ บุหรี่ไฟฟ้า 14,618 รายการ โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 10,139 รายการ การซื้อ–ขายกัญชา 2,943 รายการ ค้าประเวณี 2,040 รายการ อาวุธปืน 1,990 รายการ และกลุ่มอื่น ๆ อาทิ การบิดเบือนข้อมูล หลอกลวง หมิ่นสถาบัน hate speech และสื่ออนาจาร รวม 4,779 รายการ
นายเวทางค์ ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปิดกั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการนำแพลตฟอร์ม “WebD” มาใช้เป็นเครื่องมือหลัก โดยผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (RPA) เพื่อช่วยค้นหาเว็บไซต์ผิดกฎหมาย เก็บพยานหลักฐาน จัดทำคำร้องต่อศาลในรูปแบบ Paperless และส่งคำสั่งไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แบบอัตโนมัติ ลดระยะเวลาดำเนินการจากเดิมหลายวันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง พร้อมทั้งมีระบบ “URLs Checker” สำหรับติดตามและตรวจสอบการปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับมาเปิดซ้ำในชื่อโดเมนใหม่
นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุก ควบคู่กับการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงออนไลน์ ลดโอกาสตกเป็นเหยื่อในระยะยาว
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการปิดเว็บไซต์ผิดกฎหมายให้ได้มากที่สุด แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย ลดแรงจูงใจของอาชญากรรมออนไลน์ และเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้บริการดิจิทัลของประเทศ





