background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ประธานกสทช. เบรกโหวตโรดแมปทีวีดิจิทัล สั่งทบทวนคำชี้แจง หวั่นกระทบอำนาจกำกับดูแล

ประธานกสทช. เบรกโหวตโรดแมปทีวีดิจิทัล สั่งทบทวนคำชี้แจง หวั่นกระทบอำนาจกำกับดูแล

ที่ประชุม กสทช. ยังไม่ลงมติ (ร่าง) แผนที่นำทางกิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียง พ.ศ.2569-2573 หลังประธานตั้งคำถามขอบเขตอำนาจกำกับข่าวลวง การดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ และบทบาทรัฐในแพลตฟอร์มแห่งชาติ สั่งสำนักงานจัดทำรายงานใหม่ภายใน 2-3 สัปดาห์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังต้องลุ้นความชัดเจนก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุปี 2572

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 มีวาระสำคัญคือการพิจารณา (ร่าง) แผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ.2569-2573 ซึ่งถือเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรม ก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลจะหมดอายุในปี พ.ศ.2572

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า แม้ประธาน กสทช. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะยอมให้นำวาระดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา หลังจากภาคอุตสาหกรรมและกรรมการ กสทช. ศาสตราจารย์ ดร.พิรงรอง รามสูต ได้ทวงถามต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นวาระค้างมานาน แต่สุดท้ายประธานยังไม่อนุญาตให้มีการลงมติ โดยให้สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำคำชี้แจงและรายงานเพิ่มเติมอีกครั้ง

นอกจากโรดแมปแล้ว ที่ประชุมยังพิจารณา (ร่าง) แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) เพื่อใช้ทดแทนแผนแม่บทฉบับที่ 2 ซึ่งหมดอายุไปตั้งแต่ปี 2568 โดยทั้งสองเอกสารถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางการกำกับดูแลและการพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณา ประธาน กสทช. ได้ตั้งข้อสงสัยในหลายประเด็นเชิงอำนาจหน้าที่และความเหมาะสมของเนื้อหาในแผน โดยเฉพาะการเพิ่มเป้าประสงค์ของแผนแม่บทฯ ที่ระบุให้ “ประชาชนได้รับการคุ้มครองจากข้อมูลบิดเบือน ข่าวลวง และเนื้อหาที่เป็นอันตราย” ว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจของ กสทช. หรือไม่ ซึ่งสำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กสทช. ในการกำกับดูแลเนื้อหา เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณประโยชน์

อีกประเด็นสำคัญคือการกำหนดตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ที่ 2 เรื่อง ให้มีหลักเกณฑ์การกำกับการประกอบกิจการเพื่อให้บริการภาพและเสียงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งประธานตั้งคำถามว่ากสทช. มีอำนาจหน้าที่ชัดเจนหรือไม่

สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า เป็นอำนาจหน้าที่ที่เคยมีมติของ กสทช. ชุดก่อนรองรับไว้แล้ว อีกทั้งศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาในทำนองว่า กสทช. ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้อย่างเพียงพอด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี การออกหลักเกณฑ์จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน ประธานยังตั้งข้อสังเกตต่อยุทธศาสตร์ที่ 3 ซึ่งระบุถึงการ ส่งเสริมและพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางการเผยแพร่เนื้อหา เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มแห่งชาติ ว่าอาจเกิดความซ้ำซ้อนหรือเป็นการแข่งขันกับภาคเอกชนหรือไม่

สำนักงาน กสทช. ชี้แจงว่า บทบาทของ กสทช. จะอยู่ในเชิงส่งเสริมและสนับสนุน มิได้ดำเนินการเองโดยตรง และเป็นข้อเสนอที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีคำถามย่อยอื่น ๆ ทั้งเรื่องนิยาม คำจำกัดความ รวมถึงประเด็นเชิงกฎหมายว่า การจัดโรดแมป เป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ กสทช. ต้องดำเนินการหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ประธาน กสทช. ยังคงไม่อนุญาตให้มีการลงมติในที่ประชุมครั้งนี้ และสรุปให้สำนักงาน กสทช. จัดทำรายงานและคำชี้แจงใหม่ เพื่อให้กรรมการได้ศึกษาอย่างรอบคอบก่อนการพิจารณาอีกครั้ง โดยสำนักงานระบุว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดทำเอกสารเพิ่มเติม ขณะที่กรรมการ กสทช. ขอให้สรุปประเด็นข้อสงสัยให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการชี้แจงซ้ำในรอบถัดไป พร้อมเสนอให้กระบวนการดังกล่าวแล้วเสร็จภายในกรอบเวลาไม่เกิน 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นภารกิจสำคัญตามหน้าที่ของ กสทช.

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการโทรทัศน์ ยังคงต้องเฝ้ารอความชัดเจนต่อไป แม้จะมีการเตรียมการรองรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าหนึ่งปีแล้ว

ภาคเอกชนคาดหวังว่า กสทช. จะสามารถหาข้อสรุปและกำหนดทิศทางการพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ให้สอดคล้องกับบริบทเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายในเดือนนี้ตามกรอบเวลาที่ได้ให้ไว้ เพื่อไม่ให้ความล่าช้าส่งผลกระทบต่อการวางแผนลงทุนและการปรับตัวของอุตสาหกรรมในระยะถัดไป