background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

ศาลโซเชียล : เมื่อ Fake News พิพากษาคน ก่อนกระบวนการยุติธรรมจะเริ่ม

ศาลโซเชียล : เมื่อ Fake News พิพากษาคน ก่อนกระบวนการยุติธรรมจะเริ่ม

ในสังคมที่โซเชียลมีเดียทำงานเร็วกว่าเหตุผล ใครบางคนอาจถูกตัดสินว่าผิด ก่อนที่เขาจะรู้ด้วยซ้ำว่าถูกกล่าวหาในข้อหาอะไร ชื่อของเขาถูกแชร์ ภาพของเขาถูกตีความ เรื่องราวของเขาถูกเล่าแทนโดยผู้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น ก่อนตำรวจจะเริ่มสอบสวน ก่อนอัยการจะพิจารณาสำนวน และก่อนศาลจะเปิดพิจารณาคดี นี่ไม่ใช่เพียงปัญหา Fake News แต่มันคือปัญหาที่ โซเชียลมีเดียกำลังทำหน้าที่เป็น “ศาล” ศาลที่ไม่มีผู้พิพากษา ไม่มีหลักฐานมาตรฐาน และไม่มีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

จากพื้นที่สาธารณะ สู่พื้นที่พิพากษา

ในทางอุดมคติ พื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนเหตุผล การถกเถียงอย่างมีข้อมูล และการยอมรับความเห็นที่แตกต่าง ดังที่แนวคิด Public Sphere ของ Habermas(1989) 

แต่ในความเป็นจริงของโซเชียลมีเดียกลับถูกครอบงำด้วยอารมณ์ และขับเคลื่อนด้วยความเร็วมากกว่าความรอบคอบ การกดแชร์จึงไม่ใช่การ “มีส่วนร่วมในการสนทนา” แต่กลายเป็นการมีส่วนร่วมในการพิพากษา

เมื่อข้อมูลยังไม่ครบ เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่ถูกตรวจสอบ การแชร์จึงเท่ากับการตัดสินและการตัดสินนั้นมักไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พูด

การประณามจากสาธารณะ: ศาลของฝูงชนในยุคดิจิทัล

นักวิชาการด้านสื่อเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การประณามจากสาธารณะ (Trial by Media) หมายถึง การที่สื่อและสาธารณะทำหน้าที่ตัดสินคดีแทนกระบวนการยุติธรรม ผ่านการตั้งกรอบข่าว การเล่าเรื่อง และแรงกดดันจากกระแสสังคมโดยไม่ต้องรอคำพิพากษาจากศาล (Greer & McLaughlin, 2011) 

ในอดีต Trial by Media มักเกิดจากสื่อกระแสหลัก แต่ในยุคโซเชียลมีเดีย ศาลลักษณะนี้ถูกขยายอำนาจไปยังผู้ใช้ทุกคน ผู้ใช้กลายเป็นทั้งผู้กล่าวหา ผู้พิพากษา และผู้ลงโทษพร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้อื่น

ศาลเช่นนี้ไม่มีการไต่สวน ไม่มีหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์และไม่มีสิทธิในการปกป้องตัวเอง สิ่งเดียวที่มีคือ “เสียงส่วนใหญ่” ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเท่ากับความยุติธรรม

Fake News ในฐานะความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์

Fake News ไม่ได้เป็นเพียงข่าวผิดพลาด แต่มันคือเครื่องมือของความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ ที่ทำงานผ่านภาษา ภาพและการเล่าเรื่อง โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงทางกายภาพ (Bourdieu, 1991) เมื่อใครบางคนถูกนิยามว่า “ผิด” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผ่านพาดหัวข่าว คอมเมนต์และมีม ตัวตนของเขาจะค่อย ๆ ถูกลดทอน จากมนุษย์ที่มีชีวิตซับซ้อน เหลือเพียงวัตถุแห่งความโกรธของสาธารณะ 

แม้ในภายหลังจะมีข้อมูลใหม่หรือข้อกล่าวหาจะถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง แต่ความเสียหายเชิงสัญลักษณ์นั้นแทบไม่เคยถูกลบออกจากความทรงจำของสังคม ชื่อเสียงไม่สามารถกู้คืนได้ด้วยคำชี้แจง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยโพสต์ขอโทษที่มาช้าเกินไป

อัลกอริทึม: โครงสร้างที่ให้รางวัลกับการตัดสินเร็ว

การโทษว่า Fake News เกิดจาก “คนไม่คิด”คือการมองข้ามบทบาทของโครงสร้างแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำงานภายใต้ระบบอัลกอริทึม ที่ให้คุณค่ากับเนื้อหาซึ่งกระตุ้นอารมณ์รุนแรงโดยเฉพาะความโกรธ ความกลัวและความเกลียดชัง เพราะอารมณ์เหล่านี้สร้างการมีส่วนร่วมสูง

และการมีส่วนร่วมคือกำไร (Srnicek, 2017) ข่าวที่ยังไม่ชัด ข่าวที่แบ่งขั้ว และข่าวที่ชี้นำให้ตัดสินทันที จึงถูกดันให้มองเห็นมากกว่าข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ ในระบบเช่นนี้การพิพากษาเร็วไม่ใช่ความผิดของปัจเจก แต่คือผลลัพธ์ของโครงสร้างที่ทำให้การ “คิดช้า” ไม่มีพื้นที่ให้ยืน

เหยื่อของศาลโซเชียล: ความเสียหายที่ศาลจริงชดเชยไม่ได้

ผลกระทบของ การประณามจากสาธารณะ (Trial by Media) ไม่ได้จบลงพร้อมกับการเปลี่ยนกระแสข่าว สำหรับเหยื่อความเสียหายฝังลึกและยาวนาน ทั้งต่ออาชีพ ครอบครัว ความสัมพันธ์ และสุขภาพจิต

แม้ในภายหลังศาลยุติธรรมจะพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด แต่ศาลโซเชียลไม่มีระบบเยียวยา ไม่มีคำพิพากษาย้อนกลับ และไม่มีอัลกอริทึมใดช่วยกระจาย “ความจริงที่มาช้า” ให้ดังเท่ากับข่าวเท็จที่มาก่อน ในหลายกรณีสิ่งที่สูญเสียไปไม่ใช่แค่ชื่อเสียงแต่คือความรู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตในสังคม

บริบทไทย: Moral Panic และการรุมประณามที่ถูกทำให้ชอบธรรม

ในสังคมไทย ศาลโซเชียลถูกหล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรมการตัดสินเชิงศีลธรรม ที่แบ่งโลกออกเป็น “คนดี” และ “คนเลว” อย่างเด็ดขาด เมื่อ Fake News ถูกผูกเข้ากับกรอบศีลธรรมมันจะทำงานในลักษณะของ Moral Panic คือ การสร้างความตื่นตระหนกทางศีลธรรมจนสังคมรู้สึกว่าการลงโทษอย่างรุนแรงเป็นสิ่งชอบธรรม (Cohen, 2011)

ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ การตั้งคำถามกับกระแสกลับถูกมองว่าเป็นการเข้าข้างคนผิดและความเงียบกลายเป็นกลไกป้องกันตัวของผู้ที่ไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่ศาลโซเชียลเสียเอง

ก่อนจะตัดสินใคร สังคมควรถามอะไรกับตัวเอง

ปัญหา Fake News จึงไม่ใช่เพียงปัญหาทางข้อมูล แต่คือปัญหาทางจริยธรรมของพื้นที่สาธารณะ ก่อนจะกดแชร์ ก่อนจะร่วมพิพากษาใครบางคน สังคมอาจต้องหยุดถามตัวเองว่า เรากำลังเรียกร้องความยุติธรรม หรือกำลังใช้ความโกรธเป็นเครื่องมือในการลงโทษ

สังคมที่เป็นธรรมไม่ใช่สังคมที่ตัดสินเร็วที่สุด แต่คือสังคมที่ยอมรับว่า ความจริงต้องใช้เวลา และความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกตัดสินด้วยเสียงของฝูงชนเพียงฝ่ายเดียว

แนวทางก้าวข้ามศาลโซเชียล: กลไกสามด้านเพื่อความยุติธรรมดิจิทัล

เพื่อบรรเทาผลกระทบของศาลโซเชียล และสร้างพื้นที่สาธารณะที่มีเหตุผลมากขึ้น ทางออกที่เป็นรูปธรรมจำเป็นต้องทำงานพร้อมกันในสามมิติหลัก ได้แก่ ปัจเจกบุคคล โครงสร้างแพลตฟอร์ม และ กฎหมาย/นโยบาย

1.การยกระดับการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เกราะป้องกันส่วนบุคคล คือรากฐานของการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากตัวผู้ใช้เอง การรู้เท่าทันสื่อในยุคปัจจุบันต้องก้าวข้ามเพียงแค่การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-Checking) แต่รวมถึงการตระหนักรู้ถึงอคติและความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ที่แฝงมากับข่าว

- Practice Slow Thinking: ฝึกฝนการคิดช้า (Slow Thinking) ก่อนการกดแชร์ โดยตั้งคำถามกับเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์รุนแรงเป็นพิเศษ ว่ามีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ และการแชร์นั้นนำไปสู่การพิพากษาหรือการสร้างความเข้าใจ

- Recognize Algorithmic Bias: เข้าใจว่าเนื้อหาที่เราเห็นถูกคัดเลือกโดยอัลกอริทึมที่มุ่งเน้นกำไร ไม่ใช่ความจริงหรือความยุติธรรม การตระหนักรู้นี้จะช่วยลดแรงจูงใจในการตัดสินใจอย่างฉับพลัน

2.ความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม (Platform Accountability) การปฏิรูปโครงสร้าง เนื่องจากอัลกอริทึมคือโครงสร้างที่ให้รางวัลกับการตัดสินเร็ว แพลตฟอร์มจึงต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการออกแบบระบบ

- Transparency and Audit: เรียกร้องให้แพลตฟอร์มเปิดเผย (อย่างน้อยที่สุดต่อหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ) ถึงวิธีการทำงานของอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหาที่มีการโต้ตอบรุนแรง เพื่อให้สามารถตรวจสอบและแก้ไขกลไกที่สร้าง “Moral Panic” ได้

- Deprioritize Emotional Content: แพลตฟอร์มควรปรับโครงสร้างการมองเห็น (Visibility) เพื่อลดการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่มีการตรวจสอบและมีลักษณะชี้นำการตัดสินอย่างรุนแรง ในขณะที่เพิ่มการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และเนื้อหาที่ส่งเสริมการถกเถียงอย่างมีเหตุผล

3.การปฏิรูปกฎหมายเพื่อเยียวยาความเสียหายทางดิจิทัล ความเสียหายที่เกิดจากศาลโซเชียลไม่ได้หายไปแม้ว่าศาลจริงจะยกฟ้อง ดังนั้น กลไกทางกฎหมายต้องเข้ามาอุดช่องว่างของความเสียหายเชิงสัญลักษณ์

 - Right to Be Forgotten/Right to Reputation: สร้างกลไกทางกฎหมายที่ให้สิทธิแก่เหยื่อในการร้องขอให้มีการลบข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริงออกจากแพลตฟอร์มและผลการค้นหา เมื่อมีคำพิพากษาจากศาลยุติธรรมจริง (Judicial Right to Be Forgotten)

- Civil Compensation for Digital Harms: กำหนดให้มีกลไกการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งที่ชัดเจนและครอบคลุมความเสียหายต่อชื่อเสียงและสุขภาพจิต ที่เกิดจากการเผยแพร่ Fake News หรือการพิพากษาที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้ศาลจริงสามารถชดเชยสิ่งที่ศาลโซเชียลได้ทำลายไป

เอกสารอ้างอิง

  • Bourdieu, P. (1991). Language and symbolic power. Harvard University Press.
  • Cohen, S. (2011). Folk devils and moral panics (3rd ed.). Routledge.
  • Greer, C. & McLaughlin, E. (2011). “Trial by media”: Policing, the 24-7 news mediasphere and the politics of outrage. Theoretical Criminology, 15(1), 23–46.
  • Habermas, J. (1989). The structural transformation of the public sphere. MIT Press.
  • Srnicek, N. (2017). Platform capitalism. Polity Press.