background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

Meta เตรียมปลดพนักงานรีแล็บส์ 1,500 คน หันงบจากเมตาเวิร์สสู่ AI หลังขาดทุนสะสม

Meta เตรียมปลดพนักงานรีแล็บส์ 1,500 คน หันงบจากเมตาเวิร์สสู่ AI หลังขาดทุนสะสม

เมตา (Meta) เตรียมปลดพนักงานประมาณ 1,500 คนในหน่วยงานรีแล็บส์ (Reality Labs) ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ โดยการปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทปรับทิศทางการลงทุนจากธุรกิจเมตาเวิร์สไปสู่ปัญญาประดิษฐ์

จำนวนพนักงานที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของพนักงานรีแล็บส์ทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ราว 15,000 คน และตัวเลขสุดท้ายอาจสูงกว่านี้ หน่วยงานรีแล็บส์เป็นฝ่ายที่ดูแลการพัฒนาอุปกรณ์โลกเสมือนจริง อุปกรณ์โลกเสริมจริง รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลที่ทำงานบนเทคโนโลยีเสมือนจริงของบริษัท

การลดตำแหน่งงานจะกระทบหนักที่สุดกับทีมที่ทำงานด้านอุปกรณ์เวอร์ชวลเรียลลิตี และเครือข่ายสังคมในโลกเมตาเวิร์ส ขณะที่แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ (Andrew Bosworth) ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของเมตา ซึ่งกำกับดูแลหน่วยรีแล็บส์ ได้ส่งบันทึกภายในเรียกประชุมพนักงานทั้งหน่วยในวันพุธ (14 มกราคม 69) และขอให้เข้าร่วมประชุมที่สำนักงาน โดยระบุว่าเป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดของปี

เมตาปฏิเสธให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม 2568 โฆษกของบริษัทเคยระบุว่า เมตากำลังย้ายการลงทุนบางส่วนจากเมตาเวิร์สไปสู่แว่นตาอัจฉริยะที่ใช้เอไอ และในเวลานั้นยังไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2563 หน่วยงานรีแล็บส์สร้างผลขาดทุนสะสมมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุด รีแล็บส์รายงานผลขาดทุน 4,400 ล้านดอลลาร์ จากรายได้เพียง 470 ล้านดอลลาร์ แม้ในช่วงเวลาเดียวกัน เมตาจะมีผลประกอบการโดยรวมที่แข็งแกร่ง จากรายได้โฆษณาและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเอไอ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา ได้ขอให้ผู้บริหารระดับสูงควบคุมงบประมาณในอนาคต ขณะเดียวกันกลับเพิ่มการใช้จ่ายด้านเอไออย่างต่อเนื่อง โดยซักเคอร์เบิร์กวางเอไอเป็นแกนหลักของการเติบโตในระยะยาวของบริษัท 

เมตากำลังลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูล และเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงเพื่อดึงดูดนักวิจัยและวิศวกรเอไอชั้นนำ เพื่อแข่งขันกับบริษัทอย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) และกูเกิล (Google)

นอกจากนี้ เมตายังเพิ่มงบประมาณให้กับห้องทดลองภายในที่เรียกว่า ทีบีดี แล็บ (TBD Lab) ซึ่งรับหน้าที่พัฒนาเอไอขั้นสูงที่ซักเคอร์เบิร์กเรียกว่า ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence)

พร้อมทั้งลงทุนและเข้าซื้อกิจการด้านเอไอหลายรายการ รวมถึงการลงทุน 14,300 ล้านดอลลาร์ในบริษัท สเกล (Scale) ในปี 2568 และการดึงตัวอเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทดังกล่าวเข้ามาร่วมงานกับเมตา

เมตายังได้เข้าซื้อกิจการมานัส (Manus) บริษัทสตาร์ตอัปด้านเอไอเอเจนต์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ และปรับระบบประเมินผลงานและโบนัสของพนักงานใหม่ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า เช็กพอยต์ (Checkpoint) ซึ่งเพิ่มความแตกต่างของค่าตอบแทนตามผลงานอย่างชัดเจน

พนักงานกลุ่มที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดจะมีสิทธิได้รับโบนัสสูงถึง 300% ของฐานเดิม ขณะที่ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะไม่ได้รับโบนัส ระบบใหม่นี้จะเริ่มใช้ในกลางปี 2569

แม้การปลดพนักงานจะกระทบหน่วยรีแล็บส์ในหลายส่วน แต่รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่าบางทีมอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยเฉพาะทีมที่พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่โลกเสริมจริง เช่น แว่นตาอัจฉริยะเรย์แบน เมตา (Ray-Ban Meta) ซึ่งมีกล้องและผู้ช่วยเอไอในตัว

ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงานว่า เมตากำลังหารือกับบริษัทเอสซิลอร์ลักซอตติกา (EssilorLuxottica) ผู้ผลิตแว่นตาเรย์แบน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแว่นตาอัจฉริยะที่ใช้เอไอ จากระดับปัจจุบันเป็น 20 ล้านชิ้นต่อปี และอาจขยายได้มากกว่า 30 ล้านชิ้น หากความต้องการตลาดยังเพิ่มขึ้น โดยยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

รายงานระบุว่า ความต้องการแว่นตาอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมตาต้องชะลอการขยายตลาดแว่นตาเรย์แบน เมตา ดิสเพลย์ ในต่างประเทศชั่วคราว เพื่อให้ความสำคัญกับการส่งมอบสินค้าในสหรัฐก่อน 

ทั้งนี้ เมตาและเอสซิลอร์ลักซอตติกาเริ่มเป็นพันธมิตรกันตั้งแต่ปี 2562 และเปิดตัวแว่นตาเรย์แบนรุ่นแรกในปี 2564 โดยชูแนวคิดการถ่ายภาพ วิดีโอ สตรีมเนื้อหา และสื่อสารกับผู้ช่วยเอไอผ่านแว่นตา

นอกจากนี้ เมตายังได้แต่งตั้งดินา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก (Dina Powell McCormick) อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานบริษัท โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) พร้อมระบุว่า ซักเคอร์เบิร์กตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม และชื่นชมพาวเวลล์ว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถและเคยทำงานให้รัฐบาลอย่างโดดเด่น

อ้างอิง: New York Post Bloomberg New York Times