เมตา (Meta) เตรียมปลดพนักงานประมาณ 1,500 คนในหน่วยงานรีแล็บส์ (Reality Labs) ตามรายงานของนิวยอร์กไทมส์ โดยการปลดพนักงานครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่บริษัทปรับทิศทางการลงทุนจากธุรกิจเมตาเวิร์สไปสู่ปัญญาประดิษฐ์
จำนวนพนักงานที่ได้รับผลกระทบคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของพนักงานรีแล็บส์ทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ราว 15,000 คน และตัวเลขสุดท้ายอาจสูงกว่านี้ หน่วยงานรีแล็บส์เป็นฝ่ายที่ดูแลการพัฒนาอุปกรณ์โลกเสมือนจริง อุปกรณ์โลกเสริมจริง รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลที่ทำงานบนเทคโนโลยีเสมือนจริงของบริษัท
การลดตำแหน่งงานจะกระทบหนักที่สุดกับทีมที่ทำงานด้านอุปกรณ์เวอร์ชวลเรียลลิตี และเครือข่ายสังคมในโลกเมตาเวิร์ส ขณะที่แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ (Andrew Bosworth) ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของเมตา ซึ่งกำกับดูแลหน่วยรีแล็บส์ ได้ส่งบันทึกภายในเรียกประชุมพนักงานทั้งหน่วยในวันพุธ (14 มกราคม 69) และขอให้เข้าร่วมประชุมที่สำนักงาน โดยระบุว่าเป็นการประชุมที่สำคัญที่สุดของปี
เมตาปฏิเสธให้ความเห็นต่อรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม 2568 โฆษกของบริษัทเคยระบุว่า เมตากำลังย้ายการลงทุนบางส่วนจากเมตาเวิร์สไปสู่แว่นตาอัจฉริยะที่ใช้เอไอ และในเวลานั้นยังไม่มีแผนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร
นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2563 หน่วยงานรีแล็บส์สร้างผลขาดทุนสะสมมากกว่า 70,000 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุด รีแล็บส์รายงานผลขาดทุน 4,400 ล้านดอลลาร์ จากรายได้เพียง 470 ล้านดอลลาร์ แม้ในช่วงเวลาเดียวกัน เมตาจะมีผลประกอบการโดยรวมที่แข็งแกร่ง จากรายได้โฆษณาและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเอไอ
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา ได้ขอให้ผู้บริหารระดับสูงควบคุมงบประมาณในอนาคต ขณะเดียวกันกลับเพิ่มการใช้จ่ายด้านเอไออย่างต่อเนื่อง โดยซักเคอร์เบิร์กวางเอไอเป็นแกนหลักของการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
เมตากำลังลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในศูนย์ข้อมูล และเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงเพื่อดึงดูดนักวิจัยและวิศวกรเอไอชั้นนำ เพื่อแข่งขันกับบริษัทอย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) และกูเกิล (Google)
นอกจากนี้ เมตายังเพิ่มงบประมาณให้กับห้องทดลองภายในที่เรียกว่า ทีบีดี แล็บ (TBD Lab) ซึ่งรับหน้าที่พัฒนาเอไอขั้นสูงที่ซักเคอร์เบิร์กเรียกว่า ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ (Superintelligence)
พร้อมทั้งลงทุนและเข้าซื้อกิจการด้านเอไอหลายรายการ รวมถึงการลงทุน 14,300 ล้านดอลลาร์ในบริษัท สเกล (Scale) ในปี 2568 และการดึงตัวอเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทดังกล่าวเข้ามาร่วมงานกับเมตา
เมตายังได้เข้าซื้อกิจการมานัส (Manus) บริษัทสตาร์ตอัปด้านเอไอเอเจนต์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ และปรับระบบประเมินผลงานและโบนัสของพนักงานใหม่ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า เช็กพอยต์ (Checkpoint) ซึ่งเพิ่มความแตกต่างของค่าตอบแทนตามผลงานอย่างชัดเจน
พนักงานกลุ่มที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดจะมีสิทธิได้รับโบนัสสูงถึง 300% ของฐานเดิม ขณะที่ผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์จะไม่ได้รับโบนัส ระบบใหม่นี้จะเริ่มใช้ในกลางปี 2569
แม้การปลดพนักงานจะกระทบหน่วยรีแล็บส์ในหลายส่วน แต่รายงานของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่าบางทีมอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยเฉพาะทีมที่พัฒนาอุปกรณ์สวมใส่โลกเสริมจริง เช่น แว่นตาอัจฉริยะเรย์แบน เมตา (Ray-Ban Meta) ซึ่งมีกล้องและผู้ช่วยเอไอในตัว
ขณะเดียวกัน บลูมเบิร์กรายงานว่า เมตากำลังหารือกับบริษัทเอสซิลอร์ลักซอตติกา (EssilorLuxottica) ผู้ผลิตแว่นตาเรย์แบน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแว่นตาอัจฉริยะที่ใช้เอไอ จากระดับปัจจุบันเป็น 20 ล้านชิ้นต่อปี และอาจขยายได้มากกว่า 30 ล้านชิ้น หากความต้องการตลาดยังเพิ่มขึ้น โดยยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย
รายงานระบุว่า ความต้องการแว่นตาอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมตาต้องชะลอการขยายตลาดแว่นตาเรย์แบน เมตา ดิสเพลย์ ในต่างประเทศชั่วคราว เพื่อให้ความสำคัญกับการส่งมอบสินค้าในสหรัฐก่อน
ทั้งนี้ เมตาและเอสซิลอร์ลักซอตติกาเริ่มเป็นพันธมิตรกันตั้งแต่ปี 2562 และเปิดตัวแว่นตาเรย์แบนรุ่นแรกในปี 2564 โดยชูแนวคิดการถ่ายภาพ วิดีโอ สตรีมเนื้อหา และสื่อสารกับผู้ช่วยเอไอผ่านแว่นตา
นอกจากนี้ เมตายังได้แต่งตั้งดินา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก (Dina Powell McCormick) อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานและรองประธานบริษัท โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความแสดงความยินดีผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล (Truth Social) พร้อมระบุว่า ซักเคอร์เบิร์กตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม และชื่นชมพาวเวลล์ว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถและเคยทำงานให้รัฐบาลอย่างโดดเด่น
อ้างอิง: New York Post Bloomberg New York Times





