วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เจาะเทรนด์ AI กำหนดทิศทางพัฒนา นวัตกรรมองค์กร ปี 2569

เจาะเทรนด์ AI กำหนดทิศทางพัฒนา นวัตกรรมองค์กร ปี 2569

AI ระดับองค์กรกำลังก้าวสู่แนวคิด “การผสานองค์ประกอบอัจฉริยะ” (Intelligent Composition) และโมเดล Agent-as-a-Service

ส่งผลให้บทบาทของนักพัฒนาเปลี่ยนจากการลงมือพัฒนาโดยตรง ไปสู่การทำหน้าที่ด้านการประสานระบบ การกำกับดูแล และการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีความมั่นคง และสอดคล้องในระดับองค์กร  

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการพัฒนาแบบ low-code ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เปิดคาดการณ์ทิศทางการพัฒนา AI ประจำปี 2569 โดยระบุว่า ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา AI เฉพาะทาง ระบบเอเจนต์แบบไฮบริด การบริหารจัดการและประสานการทำงาน

ไปจนถึงการเติบโตของโมเดล Agent-as-a-Service ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่องค์กรสร้าง นำไปใช้งาน และโต้ตอบกับซอฟต์แวร์ 

ผู้ชนะคือ ‘แพลตฟอร์ม’ ไม่ใช่ ‘โมเดล’

วูดสัน มาร์ติน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอาท์ซิสเต็มส์คาดการณ์ว่า “แพลตฟอร์ม” ไม่ใช่เพียง “โมเดล” จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของ AI ระดับองค์กร ส่งผลให้นักพัฒนามีบทบาทสำคัญและทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้นกว่าที่เคย 

ผู้ชนะในยุค AI ระดับองค์กรจะเป็น “แพลตฟอร์ม” ไม่ใช่ “โมเดล” : ยุคที่ทุกองค์กรแข่งขันกันพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM)ของตนเองได้สิ้นสุดลงแล้ว ปัจจุบันองค์กรกำลังหันไปสู่โซลูชันที่นำไปใช้งานได้จริง และมีต้นทุนต่ำกว่า ไม่ว่าจะเป็นโมเดลภาษาขนาดเล็ก (SLMs) หรือโมเดลเฉพาะทาง (Vertical Models) ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้น

ขณะที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เพียงไม่กี่รายจะครองตลาด AI สำหรับผู้บริโภคในวงกว้าง ผู้นำองค์กรจะมีทางเลือกมากขึ้นในการนำโซลูชันที่มีความเฉพาะทางมาใช้งาน

รวมถึงการพัฒนาเอเจนต์ที่สามารถเชื่อมต่อกับโมเดลภาษา (LM) มากกว่าหนึ่งโมเดล เพื่อรองรับกรณีการใช้งานที่หลากหลายแตกต่างกัน ความเป็นเจ้าของตัวโมเดลจะมีความสำคัญลดลงเมื่อเทียบกับการบริหารจัดการวงจรการทำงาน (Lifecycle) อย่างครบถ้วน

มุ่งสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 

นักพัฒนาในระดับองค์กรจะมีบทบาทสำคัญ และทรงคุณค่ามากยิ่งขึ้น : แม้ AI จะสามารถทำให้การเขียนโค้ดทั่วไปเป็นระบบอัตโนมัติได้ แต่ความซับซ้อนในระดับโครงสร้าง และระบบยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

นักพัฒนาที่สามารถเข้าใจ และบริหารจัดการความซับซ้อนเหล่านี้ได้จึงจะยิ่งมีคุณค่าเพิ่มขึ้น โดยคาดว่านักพัฒนาระดับแนวหน้าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงถึง 5 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักพัฒนา หากแต่ช่วยยกระดับบทบาท และศักยภาพของพวกเขา

หลุยส์ บลันโด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีเอาท์ซิสเต็มส์ชี้ให้เห็นถึงการปรับมุมมองสู่ความเป็นจริงของ AI ในปี 2569 พร้อมคาดการณ์ว่า การพัฒนา AI จะมุ่งไปสู่โซลูชันที่มีความเฉพาะทาง และตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น

การเผชิญหน้ากับความจริงของ AI กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2569 : คำมั่นสัญญาที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งอย่างสิ้นเชิง ได้จุดกระแสความคาดหวังในตลาดจนเกินระดับที่ยั่งยืน ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามช่วงของการคาดการณ์ และการประเมินมูลค่ามหาศาลที่ตั้งอยู่บนฐานรายได้ที่ยังไม่มั่นคง 

ในปี 2569 ผลกระทบที่แท้จริงของ AI จะเกิดจากระบบเอเจนต์ (Agentic Systems) ที่ถูกนำมาใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมการผลิต เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการให้บริการลูกค้า เพิ่มความแม่นยำ ลดงานที่ต้องทำซ้ำ และปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

AI จะถูกออกแบบ ฝึกฝน และนำไปใช้งานอย่างเฉพาะเจาะจงเพื่อแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่มีอยู่จริง และสร้างมูลค่าสูง โดยองค์กรที่สามารถนำ AI ไปใช้งานในเชิงปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพ และสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จากการพัฒนา และส่งมอบแอปพลิเคชัน จะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในปี 2569

การพัฒนา AIจะมุ่งสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และโซลูชันที่ออกแบบให้เหมาะกับเวิร์กโหลด และอุตสาหกรรมแต่ละประเภท : ในปี 2569 การพัฒนา AI จะมุ่งสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่าการใช้งานในลักษณะอเนกประสงค์  โดยโซลูชันต่างๆ จะถูกออกแบบให้รองรับเวิร์กโหลดเฉพาะ เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่รวดเร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้นสำหรับแต่ละฟังก์ชันทางธุรกิจ 

บทสนทนาเกี่ยวกับ AI จะค่อยๆ เปลี่ยนจากกระแสความคาดหวังต่อ “โมเดลที่ดีที่สุด” เพียงหนึ่งเดียว ไปสู่การคัดเลือก และผสานการทำงานของโมเดลอย่างรอบคอบ และเหมาะสมกับการใช้งานจริง 

‘Agentic AI’ ทรงอิทธิพล

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ Vertical AI ซึ่งใช้โมเดลที่ได้รับการฝึกฝนจากภาษาเวิร์กโฟลว์ และข้อมูลเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาที่ AI แบบทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยองค์กรที่สามารถพัฒนา และนำโซลูชันเหล่านี้ไปใช้งานได้อย่างมั่นคง รองรับความหลากหลายของข้อมูลในโลกจริง และสอดคล้องกับภารกิจเฉพาะของตน จะเป็นกลุ่มที่มีความพร้อมสูงสุดในการสร้างความสำเร็จในปี 2569

เตียโก อเซเวโด ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศเอาท์ซิสเต็มส์ คาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับองค์กร พร้อมชี้ว่าระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (Agentic AI)จะมีบทบาทในการช่วยยกระดับประสบการณ์การทำงาน และนำมิติ "ความเป็นมนุษย์" กลับคืนสู่สถานที่ทำงาน

ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AIระดับองค์กรจะเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บ บริหารจัดการ ใช้งาน และเข้าถึงข้อมูลของแอปพลิเคชัน : ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (Agentic AI)และเวิร์กโหลดที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การสตรีมข้อมูลแบบเรียลไทม์ การจัดการเหตุการณ์ตามบริบท ไปจนถึงการนำข้อมูลกลับมาใช้ใหม่เพื่อพัฒนาโมเดลในอนาคต 

แนวโน้มดังกล่าวผลักดันให้ตลาดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล AI ระดับองค์กรมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573

ระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (Agentic AI)จะช่วยนำความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่องค์กร : ปี 2569 การนำระบบ Agentic AI มาใช้เพื่อทำให้งานที่ซ้ำซาก และเป็นกิจวัตรกลายเป็นระบบอัตโนมัติจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทคโนโลยีมีความพร้อมมากขึ้น และโซลูชันแบบหลายเอเจนต์ กลายเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน 

การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของบุคลากร ให้สามารถมุ่งเน้นไปที่งานด้านความคิดสร้างสรรค์ การวางกลยุทธ์ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อย่างแท้จริง

เปลี่ยนบทบาท ‘นักพัฒนา’

มิเกล บัลตาซาร์ รองประธานฝ่ายนักพัฒนาสัมพันธ์เอาท์ซิสเต็มส์มองว่าบทบาทของนักพัฒนากำลังเปลี่ยนไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรม การกำกับดูแล และการประสานการทำงานของระบบ AI มากยิ่งขึ้น

นักพัฒนามากกว่า 75% จะเปลี่ยนบทบาทไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรม การกำกับดูแล และการประสานระบบ แทนการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเดิม : บทบาทของนักพัฒนาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงภายในสิ้นปี 2569 โดยนักพัฒนาจำนวนมากจะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น “ผู้วางสถาปัตยกรรมทางปัญญา” (Cognitive Architects)ทำหน้าที่ออกแบบ และประสานการทำงานของเอเจนต์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 12 เดือนข้างหน้า 

นักพัฒนาในบทบาทใหม่นี้จะทำหน้าที่ย่อยปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อน และออกแบบ “พิมพ์เขียวแห่งความคิด” (Blueprints of Thought) เพื่อกำหนดกรอบ และตรรกะว่าระบบ AI ควรคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจอย่างไร 

ขณะเดียวกัน นักพัฒนากลุ่มอื่นจะพัฒนาไปสู่บทบาทของผู้ประสานระบบ (Orchestrators) นักกลยุทธ์ และผู้ทำงานร่วมกันข้ามสายงาน โดยคุณค่าของพวกเขาจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ปัญหา การออกแบบเชิงระบบ และการสร้างแรงบันดาลใจ 

นอกจากนี้ นักพัฒนาจะต้องให้ความสำคัญกับ การกำกับดูแล (Governance) มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การออกแบบการทำงานร่วมกันของเอเจนต์หลายตัวอย่างมีความรับผิดชอบ ไปจนถึงการรับรองความถูกต้อง ความโปร่งใส การยึดมั่นในมาตรฐานจริยธรรมสูงสุด และความน่าเชื่อถือของระบบ AI โดยรวม

‘จริยธรรม’ ปัจจัยการลงทุน

เทคโนโลยีที่มีจริยธรรม (Ethical Tech)กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในปัจจัยการลงทุน และโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดขององค์กรในอนาคต  : ทศวรรษนี้คือ ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีที่มีจริยธรรม (Ethical Tech) ก้าวขึ้นมาเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยในปี 2569 คาดว่าการลงทุนด้านนี้จะเติบโตแซงหน้าการลงทุนประเภทอื่นๆ เมื่อองค์กรต่างๆ บูรณาการ AI เข้าสู่ทุกกระบวนการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ 

จากประสบการณ์จริง องค์กรเริ่มตระหนักว่า หัวใจของความสำเร็จในการนำ AI และระบบเอเจนต์มาใช้งาน และขยายผลอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือ จริยธรรม (Ethics)ความซื่อสัตย์ (Integrity)และการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง (Governance) 

ที่สำคัญ แนวทางนี้ยังสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมูลค่ากองทุนESG และกองทุน Impact Investment ทั่วโลกปัจจุบันสูงกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2564 และคาดว่าจะขยายตัวแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 

ธุรกิจที่ยึด “คน ความโปร่งใส และเป้าหมาย” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเทคโนโลยี จึงมีศักยภาพสูงในการคว้าส่วนแบ่งสำคัญจากเม็ดเงินลงทุนระดับโลกในยุคถัดไป

การคาดการณ์ปี 2569 ของเอาท์ซิสเต็มส์สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ AI ระดับองค์กร ตั้งแต่การก้าวขึ้นมาของระบบเอเจนต์อัจฉริยะ (Agentic Systems)และสถาปัตยกรรมโมเดลแบบไฮบริด ไปจนถึงบทบาทของนักพัฒนาที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป 

องค์กรที่มุ่งลงทุนในด้านการประสานงานระบบ (Orchestration)การกำกับดูแล (Governance)และการนำ AI มาใช้โดยยึดผลลัพธ์ทางธุรกิจเป็นศูนย์กลาง จะอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบที่สุดในการสร้างการเติบโต และความสำเร็จอย่างยั่งยืนในปีต่อไป 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์