บทเรียนจากอดีตสู่โลกนวัตกรรม

ปัญหาของไทยเรา ไม่ได้ขาดคนเก่ง ไม่ได้ขาดเงินทุน และไม่ได้ขาดโอกาส แต่สิ่งที่เราขาดคือความเร็วในการปรับตัว
หลายคนมองประวัติศาสตร์เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วจบไป การมีอยู่ของอาณาจักรต่าง ๆ ที่ล่มสลาย หรือแม้กระทั่งสงครามที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคที่ประเทศเรายังไม่ถือกำเนิดเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ประวัติศาสตร์คือเรื่องเล่าที่ยาวต่อเนื่องกันนับพันปี ที่ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เชื่อมโยงถึงกันตลอดเวลา
หากเรามองประวัติศาสตร์แบบแยกเป็นชิ้น ๆ เราอาจเห็นเพียงความบังเอิญต่าง ๆ แต่ถ้ามองแบบร้อยเรียง เราจะเห็น “รูปแบบ” และรูปแบบเหล่านี้เองที่บ่งบอกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น
ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ของจีน ยุโรป หรืออเมริกาในปัจจุบัน เหตุผลที่อาณาจักรหนึ่งรุ่งเรือง หรืออีกอาณาจักรหนึ่งล่มสลายมักวนกลับมาที่ปัจจัยเดิม ๆ เสมอ
ในยุคโบราณ มนุษย์แย่งชิงทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่รอด พื้นที่ทำกิน น้ำ แร่ธาตุ และแรงงานทาสคือหัวใจของเศรษฐกิจ ใครครอบครองที่ดินและแรงงานได้มาก คนนั้นคือผู้ชนะ อาณาจักรใหญ่ในอดีตล้วนเติบโตบนพื้นฐานนี้
เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม การแย่งชิงก็เปลี่ยนไป โรงงาน เครื่องจักร และพลังงาน กลายเป็นปัจจัยหลัก น้ำมันจึงกลายเป็นเส้นเลือดของระบบเศรษฐกิจโลก ประเทศใดควบคุมแหล่งพลังงานและเส้นทางขนส่งได้ ประเทศนั้นย่อมมีอำนาจต่อรองสูง เหตุนี้เองทำให้ศตวรรษที่ 20 เต็มไปด้วยความขัดแย้งด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์
แต่ในศตวรรษที่ 21 เกมได้เปลี่ยนอีกครั้ง การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่น้ำมันหรือที่ดินเป็นหลักอีกต่อไป แต่อยู่ที่ “นวัตกรรม” และ “ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี” ใครสร้างเทคโนโลยีได้ก่อน ใครควบคุมแพลตฟอร์ม ใครมีข้อมูล ใครมีคนเก่ง ประเทศนั้นจะเป็นฝ่ายกำหนดกติกา
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบริษัทหรือประเทศที่อยู่ในสาย Innovation จึงได้เปรียบอย่างมหาศาล เพราะมันไม่ใช่แค่การทำกำไร แต่คือการยึดพื้นที่แห่งอนาคตไว้ก่อนใคร โดยเฉพาะการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบันที่เราจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโลกมีการเติบโตที่ช้าลง
ไอเอ็มเอฟ และสำนักวิจัยต่าง ๆ คาดการณ์จีดีพีโลกไว้ที่ราว 3.1% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนว่าโลกไม่ได้ถดถอยรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่โลกที่เติบโตอย่างสบายใจ ในประเทศมหาอำนาจ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดลงจากช่วงที่เคยเติบโต 2.8% มาอยู่ราว 2%–2.1% ในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนโยบายเศรษฐกิจมีความผันผวนและเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นมากขึ้น
ขณะที่จีน ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจโลก ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตลดลงจากระดับ 5% มาอยู่ที่ประมาณ 4.2%–4.8% ผลกระทบสำคัญคือสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษ และการปรับโครงสร้างภายในประเทศเอง
โลกที่โตช้าลงแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าการแข่งขันลดลง ตรงกันข้าม ทุกประเทศยิ่งต้องเร่งแย่งชิงตำแหน่ง
ใน Value Chain ใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมอนาคต และนวัตกรรมที่สร้างความได้เปรียบระยะยาว
ปัญหาของไทยเรา ไม่ได้ขาดคนเก่ง ไม่ได้ขาดเงินทุน และไม่ได้ขาดโอกาส แต่สิ่งที่เราขาดคือความเร็วในการปรับตัว เพราะโลกเปลี่ยนจากทรัพยากร ไปสู่อุตสาหกรรม และมาสู่นวัตกรรมอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างของไทยยังติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ
ในโลกที่การแข่งขันอยู่ที่เทคโนโลยี นวัตกรรม และคน การไม่ลงทุนวันนี้ คือการยอมเสียโอกาสในอนาคต ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น
…ติดตามข้อคิดอื่นๆ ต่อในสัปดาห์หน้าครับ







