Zhipu บริษัทเอไอจีน เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นรายแรกในกลุ่ม ‘เสือเอไอ’

จื้อผู่ (Zhipu) บริษัทเอไอจากจีน กลายเป็นบริษัทแรกในกลุ่มเสือเอไอที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง บริษัทระดมทุนจากการเสนอขายหุ้น ได้มูลค่าประมาณ 558 ล้านดอลลาร์ โดยราคาหุ้นในวันแรกปรับตัวขึ้นราว 12%
KEY
POINTS
- จื้อผู่ (Zhipu) บริษัทเอไอจากจีน กลายเป็นบริษัทแรกในกลุ่มเสือเอไอที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง
- บริษัทระดมทุนจากการเสนอขายหุ้น ได้มูลค่าประมาณ 558 ล้านดอลลาร์ โดยราคาหุ้นในวันแรกปรับตัวขึ้นราว 12%
- จื้อผู่ก่อตั้งโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหัว มุ่งพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ เพื่อแข่งขันกับบริษัทระดับโลก
- เงินทุนส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้ในการวิจัยและพัฒนา แม้บริษัทจะยังขาดทุนและเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐ
บริษัท Knowledge Atlas Technology JSC หรือที่ใช้ชื่อทางธุรกิจว่า จื้อผู่ (Zhipu) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จากประเทศจีน เริ่มซื้อขายหุ้นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง หลังจากระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) ได้เป็นมูลค่ารวมประมาณ 558 ล้านดอลลาร์
การเข้าตลาดครั้งนี้ทำให้จื้อผู่กลายเป็นบริษัทแรกในกลุ่มสตาร์ตอัปเอไอจีนที่ถูกเรียกว่า “เสือเอไอ” ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกบริษัทเอไอจีนรุ่นใหม่ที่มุ่งพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในแชตบอตและระบบเอไอสนทนา
หุ้นของจื้อผู่เสนอขายในราคา 116.20 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น โดยบริษัทนำหุ้นออกขายประมาณ 37.4 ล้านหุ้น ในวันแรกของการซื้อขาย ราคาหุ้นเปิดสูงกว่าราคาไอพีโอเล็กน้อย ก่อนจะปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดประมาณ 130 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือเพิ่มขึ้นราว 12% จากราคาเสนอขาย ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบดังกล่าวตลอดวัน
จากการประเมินมูลค่าหลังการเข้าตลาด จื้อผู่มีมูลค่ากิจการราว 4.3 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 551 ล้านดอลลาร์) นับเป็นการระดมทุนของบริษัทเอไอที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีในช่วงหลัง และเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นฮ่องกงเป็นหนึ่งในตลาดไอพีโอที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นของจื้อผู่จะปรับตัวดีกว่าดัชนีเทคโนโลยีของฮ่องกงในวันเดียวกัน แต่การเปิดตัวครั้งนี้ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่า ยังไม่โดดเด่นนัก หากเปรียบเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีจีนบางรายก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิป ซึ่งเคยมีหุ้นพุ่งขึ้นหลายเท่าตัวในวันแรกของการซื้อขาย
จื้อผู่ก่อตั้งปี 2019 โดยกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน บริษัทเริ่มต้นจากฐานงานวิจัยทางวิชาการ ก่อนจะพัฒนาเป็นธุรกิจที่มุ่งสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อใช้งานในภาคองค์กรและสถาบันเป็นหลัก แตกต่างจากบริษัทเอไอจีนบางรายที่มุ่งเน้นตลาดผู้บริโภคทั่วไป
ระยะเริ่มต้น บริษัทได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ก่อนจะได้รับเงินลงทุนจากกองทุนที่มีภาครัฐจีนสนับสนุน รวมถึงนักลงทุนเอกชนรายใหญ่ ทำให้จื้อผู่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในบริษัทเอไอที่มีความเชื่อมโยงกับนโยบายพัฒนาเทคโนโลยีของจีน
(REUTERS/Kane Wu)
ในแวดวงเอไอ จื้อผู่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบริษัทที่พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อแข่งขันกับบริษัทระดับโลกอย่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) และแอนโทรปิก (Anthropic) โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับการกล่าวถึงจากโอเพนเอไอว่า เป็นหนึ่งในบริษัทจีนที่มีความคืบหน้าอย่างเห็นได้ชัดในการแข่งขันด้านเอไอ แม้ชื่อเสียงในระดับโลกจะยังไม่เทียบเท่าบริษัทเอไอจีนบางราย
ในกลุ่มเสือเอไอของจีน ยังมีบริษัทอื่น เช่น ดีปซีก (DeepSeek) ซึ่งเคยได้รับความสนใจจากการเปิดตัวโมเดลเอไอที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในตลาดโลก ทำให้บริษัทเอไอจีนกลุ่มนี้ถูกจับตามองทั้งในเชิงเทคโนโลยีและในฐานะผู้เล่นรายใหม่ในตลาดทุน
นอกจากการดำเนินงานในจีนแล้ว จื้อผู่ยังขยายกิจการไปยังต่างประเทศ โดยมีสำนักงานในสหราชอาณาจักร สิงคโปร์ มาเลเซีย และหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม เพื่อพัฒนาและนำเทคโนโลยีเอไอไปใช้งานในระดับภูมิภาค
อีกด้านหนึ่ง ธุรกิจของจื้อผู่เกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดจากสหรัฐ โดยในเดือนมกราคม 2025 บริษัทถูกกระทรวงพาณิชย์สหรัฐบรรจุไว้ในบัญชี Entity List หลังจากเจ้าหน้าที่สหรัฐระบุว่าบริษัทมีความเกี่ยวข้องกับกองทัพจีน การถูกขึ้นบัญชีดังกล่าวส่งผลให้บริษัทเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง รวมถึงองค์ความรู้และทรัพยากรด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฝึกและพัฒนาโมเดลเอไอ
ตามข้อมูลในหนังสือชี้ชวน จื้อผู่ระบุว่าจะนำเงินประมาณ 70% จากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้ในงานวิจัยและพัฒนาโมเดลเอไออเนกประสงค์ ข้อมูลทางการเงินระบุว่า ในปี 2024 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 312.4 ล้านหยวน (ประมาณ 43-44 ล้านดอลลาร์)
ขณะเดียวกัน บริษัทยังขาดทุน โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 2.96 พันล้านหยวน (ประมาณ 411 ล้านดอลลาร์) และในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขาดทุนเพิ่มอีก 2.36 พันล้านหยวน (ประมาณ 326 ล้านดอลลาร์)
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2025 จื้อผู่มีเงินสดและเงินฝากในธนาคารรวมประมาณ 2.5 พันล้านหยวน (ประมาณ 345 ล้านดอลลาร์) ซึ่งสะท้อนลักษณะของธุรกิจเอไอที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในระยะยาว
จาง เผิง (Zhang Peng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อจีนเมื่อปลายปี 2024 ว่า ธุรกิจของบริษัทเป็นงานที่มีความทะเยอทะยานสูงและต้องใช้เงินลงทุนมาก พร้อมระบุว่าบริษัทมีแผนระดมทุนอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เงินทุนสอดคล้องกับเป้าหมายในแต่ละช่วงของการพัฒนา
ในช่วงเวลาเดียวกัน สตาร์ตอัปเอไอจีนรายอื่น เช่น มินิแม็กซ์ (MiniMax) และมูนช็อต (Moonshot) ก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมสำหรับการระดมทุนหรือการเข้าตลาดหุ้นเช่นกัน ทำให้ตลาดหุ้นฮ่องกงกลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับบริษัทเอไอจีนที่ต้องการเงินทุนเพื่อขยายการพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป
อ้างอิง: CNBC







