ส่อง 'เทรนด์ไอที' ปี 2569 พลังดิจิทัลเปลี่ยนเกมธุรกิจไทย

ส่อง 'เทรนด์ไอที' ปี 2569 พลังดิจิทัลเปลี่ยนเกมธุรกิจไทย

ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี มองเทรนด์ไอที ปี 2569 จับตาจุดเปลี่ยนสำคัญตลาดด้านดิจิทัล และเทคโนโลยี "มหาสมุทรแห่งโอกาส" ที่จะช่วยเร่งการสร้างนวัตกรรมในหลากหลายด้าน

KEY

POINTS

  • การพัฒนาแอปพลิเคชัน และซอฟต์แวร์จะมุ่งสู่แพลตฟอร์ม Low Code และการส่งมอบแบบ Agile ที่ขับเคลื่อนด้วย AI 
  • องค์กรธุรกิจจะปรับปรุงระบบ ERP ให้มีความยืดหยุ่น (Composable ERP) และผสานเทคโนโลยี AI กับระบบอัตโนมัติ (RPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการดำเนินงาน
  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์จะมีความสำคัญสูงขึ้น
  • องค์กรต่างๆ จะนำแนวคิด Zero Trust และใช้ AI ในการตรวจจับภัยคุกคาม เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่ขยายตัวจากการใช้คลาวด์ และ IoT
  • โซลูชันเมือง และอาคารอัจฉริยะ (Smart City & Building) จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างดาต้าเซนเตอร์ และเครือข่าย 5G เพื่อรองรับระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล

ตลาดด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีของประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2569

ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี (TCCtech) เห็นถึงทิศทางซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายภาคส่วนที่สำคัญ ตั้งแต่ภาพการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI และการประมวลผลประสิทธิภาพสูง การพัฒนาเครือข่ายมือถือไปสู่ 5G  

ไปจนถึงการที่องค์กรต่างๆ หันมาใช้คลาวด์เป็นศูนย์กลาง พร้อมปรับระบบ ERP ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และนำ AI มาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

ขณะเดียวกัน โซลูชันอาคาร และเมืองอัจฉริยะก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยง และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทำให้เมืองมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้น พร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน

ธีรพันธุ์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้บริการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ปี 2569 นี้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทิศทางการเติบโตด้านดิจิทัลของประเทศไทยกำลังเดินหน้าอย่างไม่อาจหยุดยั้ง ท่ามกลางตลาดที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการแข่งขันในทะเลเดือด บริษัทกลับมองเห็นถึง "มหาสมุทรแห่งโอกาส" ใหม่ๆ

ยุคใหม่การพัฒนา ‘แอป–ซอฟต์แวร์’

หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองคือ การพัฒนาแอปพลิเคชัน: Low Code / Agile Delivery จากรายงานของ Grand View Research และการ์ทเนอร์ชี้ให้เห็นว่าตลาดซอฟต์แวร์ด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกสูงถึง 22.8% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2568–2573 โดยแพลตฟอร์มแบบ Low Code กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง   

สำหรับประเทศไทย ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เพิ่มการผสานการส่งมอบแบบ Agile เข้ากับการเขียนโค้ดที่ขับเคลื่อนด้วย AI มากขึ้น และเน้นการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการผสานการพัฒนา ความปลอดภัย และการปฏิบัติการเข้าด้วยกัน (DevSecOps)

สิ่งเหล่านี้ล้วนเพื่อช่วยเร่งการพัฒนาแอปพลิเคชันให้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งยังคงปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างครบถ้วน

ERP และ RPA: Composable, AI-enhanced cores : การ์ทเนอร์ ระบุว่า เทคโนโลยีการพัฒนาแบบ Low Code ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบ ERP แบบประกอบโมดูลได้ตามต้องการ (Composable ERP) และระบบอัตโนมัติขั้นสูง (Hyper-automation) จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 20% ในปี 2566 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

ขณะที่ไอดีซีชี้ให้เห็นว่า องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังหันมาเลือกใช้ระบบ ERP ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมสถาปัตยกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI และผสานรวม RPA (Robotic Process Automation) และใช้เครื่องมือที่ช่วยให้บุคคลทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักพัฒนามืออาชีพ) สามารถสร้างแอปพลิเคชันหรือโซลูชันได้ด้วยตนเอง

นับเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถพัฒนา และปรับกระบวนการทำงานได้รวดเร็ว ลดการเขียนโค้ดเฉพาะทาง และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลระบบ ซึ่งการนำ AI มาใช้งานกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ในธุรกิจค้าปลีก ไปจนถึงระบบอัตโนมัติอัจฉริยะในภาคการผลิต

โดยตลาด RPA ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 7.7 พันล้านดอลลาร์ และเติบโตเฉลี่ยถึง 46.6% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2568-2573 ตามข้อมูลจาก Grand View Research

สำหรับประเทศไทย องค์กรต่างๆ กำลังเร่งปรับปรุงระบบ ERP เดิมให้ทันสมัยด้วยแพลตฟอร์มแบบ Cloud-native และผสาน RPA เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน ควบคู่กับการลดต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร

เสริมแนวรบรับมือ ‘ไซเบอร์ซิเคียวริตี้’

ความปลอดภัยทางไซเบอร์: Zero‑Trust and AI‑driven detection : ตามข้อมูลของ Mordor Intelligence ระบุว่า ตลาดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 894 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี นับจากปี 2568  

ส่วนการ์ทเนอร์ระบุว่า การใช้งานคลาวด์, IoT และ AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ขอบเขตความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้องค์กรต้องปรับแนวทางด้านความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Zero Trust และการใช้ AI ในการตรวจจับภัยคุกคาม มาใช้มากขึ้น ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานของการป้องกันระบบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

โซลูชันอัจฉริยะ: IoT, energy optimization, and digital citizen services : จากผลสำรวจของ Grand View Research ระบุว่า ตลาดเมืองอัจฉริยะทั่วโลกคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 29.4% ต่อปีในช่วงปี 2568–2573

ขณะที่ Fortune Business Insights ชี้ว่า ตลาดอาคารอัจฉริยะทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะระดับ 548.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2575 และเติบโตเฉลี่ย 21.2% ต่อปีในช่วง 2568–2573  

สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนเมือง และอาคารอัจฉริยะนั้นมุ่งเน้นที่การเชื่อมโยงระบบ IoT การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาบริการสำหรับผู้ใช้งานดิจิทัล ควบคู่ไปกับข้อมูลจากไอดีซีที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของบริการ Managed Services และ IT Outsourcing ซึ่งกำลังถูกยกระดับด้วยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI และการสนับสนุนเชิงคาดการณ์ ส่งผลให้ตลาดในระดับโลกจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

‘ดาต้าเซนเตอร์’ ขยายตัวไม่หยุด

โครงสร้างพื้นฐาน: Scaling for efficiency and resilience : หากมองถึง การเชื่อมต่อเครือข่าย ประเทศไทยมีความครอบคลุมของเครือข่าย 5G มากกว่า 95% ของประชากร ขณะที่ตลาด SD-WAN ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10.1% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 7.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2570

โดยไอดีซีระบุว่า SD-WAN ยังคงเป็นเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายที่สำคัญสำหรับองค์กร เนื่องจากช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งาน มอบการเชื่อมต่อกับคลาวด์และแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผล

สำหรับ ดาต้าเซนเตอร์ ตามรายงานของ Businesswire ตลาดดาต้าเซนเตอร์ของประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.19 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 และเติบโตเฉลี่ย 12.7% ต่อปีในช่วงปี 2567–2573 โดยการอนุมัติการลงทุนจากบีโอไอรวมถึงการเข้ามาของผู้ให้บริการระดับโลกหลายราย สะท้อนให้เห็นถึงการเร่งขยายขีดความสามารถของดาต้าเซนเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ และเขตการพัฒนาพิเศษ (EEC)

คอนแทคเซนเตอร์: Blending Automation with human expertise : Grand View Research คาดว่า ตลาดผู้ให้บริการด้านคอนแทคเซนเตอร์ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 17.12 พันล้านดอลลาร์ และเติบโตเฉลี่ย 20.3% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2068–2573

ด้าน ฟรอสแอนด์ซัลลิแวน ระบุว่า ตลาดแอปพลิเคชันคอนแทคเซนเตอร์ในประเทศไทย คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 6.1% ต่อปี (CAGR) ในช่วงปี 2562–2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการยกระดับเทคโนโลยี การย้ายระบบสู่คลาวด์ และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ และบริการแบบ Self-Service

จากตัวเลขเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่ชัดเจนสู่ระบบอัตโนมัติขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ และบริการดิจิทัลที่ต้องให้ความสำคัญกับลูกค้า และผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง

ผู้บริหารของทีซีซีเทคมีมุมมองต่อสภาพตลาดในปี 2569 โดยคาดว่าหลายอุตสาหกรรมดิจิทัล และเทคโนโลยีจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ การขยายตัวนี้มีแรงขับเคลื่อนจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ในระบบนิเวศ

สะท้อนว่าตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ องค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น

แม้บางฝ่ายอาจมองแนวโน้มนี้ว่าเป็นการแข่งขันในทะเลเดือด แต่ทีซีซีกลับมองว่าเป็น "มหาสมุทรแห่งโอกาส" ที่จะช่วยเร่งการสร้างนวัตกรรมในหลากหลายด้าน และดึงดูดการมีส่วนร่วมจากผู้เล่นระดับโลกเข้ามาสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

วลีพร สายะสิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ – ฝ่ายการสื่อสารองค์กร บริษัท ที.ซี.ซี.เทคโนโลยี จำกัด กล่าวเสริมว่า ทีซีซีเทค เชื่อมั่นในพลังของความร่วมมือซึ่งเกิดจากการผสานศักยภาพของหลากหลายภาคส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง และช่วยเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์