สำนักงานใหม่ กสทช.บนงบ 2,600 ล้าน บทเรียนงบรัฐยืดเยื้อ สะท้อนโจทย์ธรรมาภิบาล

สำนักงานใหม่ กสทช.บนงบ 2,600 ล้าน บทเรียนงบรัฐยืดเยื้อ สะท้อนโจทย์ธรรมาภิบาล

โครงการก่อสร้างสำนักงาน กสทช.แห่งใหม่ คาดแล้วเสร็จไม่เกินปี 2572 หลังใช้เวลากว่า 10 ปีมูลค่า 2,600 ล้านบาท ระบุแม้งานคืบหน้าเกือบ 90% แต่สังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินขององค์กรอิสระ ภายใต้กรอบธรรมาภิบาล

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ และรักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างก่อสร้างอาคารสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แห่งใหม่ บริเวณแยกแคราย จังหวัดนนทบุรี ภายนอกอาคารแล้วเสร็จทั้งหมดหรือเกินกว่า 90%

เหลือเพียงการตกแต่งภายใน ซึ่งสำนักงานได้ตัดสินใจปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่ และลดสเปกวัสดุบางรายการ จากเดิมที่มีความเฉพาะสูง ให้เป็นวัสดุสำนักงานทั่วไปที่สามารถจัดหาได้จริงในท้องตลาด ก็เพื่อเร่งรัดการก่อสร้าง และควบคุมงบประมาณให้อยู่ภายใต้วงเงินเดิม 2,643 ล้านบาท

ทั้งนี้ การปรับลดสเปกดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค แต่ยังสะท้อนการทบทวนแนวคิดการลงทุนภาครัฐในช่วงที่บริบทองค์กรเปลี่ยนไป หลัง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ ทำให้จำนวนกรรมการ กสทช. ลดลงจาก 11 คน เหลือ 7 คน และมีการปรับโครงสร้างสายงานภายใน ส่งผลให้รูปแบบการใช้พื้นที่อาคารเดิมไม่สอดคล้องกับภารกิจจริง

หากไล่เลียงย้อนกลับ โครงการนี้เริ่มตั้งแต่การจ้างออกแบบในปี 2556 ก่อนจะลงนามสัญญาก่อสร้าง และตกแต่งภายในกับบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 ด้วยวงเงิน 2,643 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน หรือแล้วเสร็จในปี 2565 แต่ระหว่างทางต้องเผชิญทั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย ส่งผลให้โครงการไม่เป็นไปตามแผน และต้องหยุดงานในที่สุด

ข้อมูลจากสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ณ วันที่มีการยกเลิกสัญญา โครงการมีความก้าวหน้า 75.95% โดยมีการส่งมอบงานแล้ว 104 งวด จากทั้งหมด 200 งวด และมีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว 1,598.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60.49% ของวงเงินสัญญา โครงสร้างการจ่ายเงินลักษณะนี้ แม้จะออกแบบมาเพื่อผูกการจ่ายกับความก้าวหน้างาน แต่เมื่อโครงการสะดุดกลางทาง กลับทำให้รัฐอยู่ในสถานะ “เงินจ่ายแล้ว แต่งานยังไม่จบ” และต้องใช้เวลา และต้นทุนเพิ่มเติมในการจัดจ้างใหม่

แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ระบุว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การออกแบบและสเปกวัสดุที่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง เช่น กระจกกันแสงยูวีในห้องประชุม หรือวัสดุบางรายการที่เป็นการรวมคุณสมบัติจากหลายยี่ห้อ ซึ่งไม่มีจำหน่ายในตลาด ส่งผลให้ผู้รับเหมาไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามเงื่อนไข และมีความเสี่ยงต่อข้อพิพาทด้านสัญญา รวมถึงการเรียกร้องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม หากยังคงเดินหน้าภายใต้แบบเดิม

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ โครงการนี้สะท้อนปัญหาคลาสสิกของการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่คือ ความไม่สอดคล้องระหว่างการออกแบบเชิงนโยบายกับการปฏิบัติจริง ขณะที่ต้นทุนค่าเสียโอกาสจากความล่าช้า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงค่าใช้จ่ายด้านก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อองค์กรกำกับดูแล ที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

ประเด็นดังกล่าวยิ่งถูกขยาย เมื่อพิจารณางบประมาณสำนักงาน กสทช. ปี 2568 ที่สูงถึง 5,635 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายดำเนินงาน 5,323 ล้านบาท และเงินสมทบกองทุนตามกฎหมายอีก 312 ล้านบาท โดยในส่วนรายจ่ายดำเนินงาน มีทั้งค่าใช้จ่ายของคณะกรรมการ และสำนักงานกว่า 4,560 ล้านบาท รายจ่ายโครงการ 532 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลไกกำกับดูแล ท่ามกลางคำถามเรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่าย และผลลัพธ์เชิงนโยบาย

ท้ายที่สุด แม้อาคารสำนักงาน กสทช. แห่งใหม่ จะถูกคาดหวังว่าจะแล้วเสร็จภายในกรอบเวลาใหม่ แต่บทเรียนสำคัญจากโครงการนี้ อยู่ที่การบริหารงบประมาณ การกำหนดงวดจ่าย และการออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับความเป็นจริง หากไม่สามารถนำบทเรียนเหล่านี้ไปปรับปรุงระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต ก็อาจยังคงเผชิญวงจรความล่าช้า และต้นทุนซ้ำซ้อนเช่นเดิม

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์