จับตารัฐขยับเข็น "กฎหมาย AI" ไทย วางสมดุลนวัตกรรม–ความปลอดภัย

จับตารัฐขยับเข็น "กฎหมาย AI" ไทย วางสมดุลนวัตกรรม–ความปลอดภัย

ลุ้นกฎหมาย AI ไทย ขยับจาก Soft Law สู่กติกาเศรษฐกิจดิจิทัล วางกรอบกำกับตามความเสี่ยง สร้างสมดุลนวัตกรรม–ความปลอดภัย ปูทางธรรมาภิบาล AI แข่งขันโลก

KEY

POINTS

  • รัฐบาลไทยกำลังผลักดันร่างกฎหมาย AI ฉบับแรก เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับความปลอดภัยของผู้บริโภค
  • กฎหมายจะใช้แนวทางการกำกับตามระดับความเสี่ยง โดย AI ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ในด้านการแพทย์หรือการเงิน จะถูกควบคุมเข้มงวด
  • โครงสร้างกฎหมายมี 3 เสาหลัก คือ 1) ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย 2) ส่งเสริมการพัฒนา AI ผ่าน Sandbox และมาตรการสนับสนุน และ 3) กำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลเท่าที่จำเป็น
  • ไทยมุ่งยกระดับบทบาทในเวทีโลกผ่านการจัดตั้งศูนย์ AIGPC (AI Global Practice Center) เพื่อร่วมกำหนดมาตรฐานสากล โดยอ้างอิงจากแนวทางอย่าง EU AI Act
  • กฎหมายคาดว่าจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบข้อมูลควบคู่กันไป

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ” การกำกับดูแล AI จึงไม่ใช่ประเด็นด้านเทคนิค หากแต่เป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ร่างกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ของไทยที่อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุง จึงสะท้อนการขยับบทบาทของรัฐจากผู้ตามเทคโนโลยี ไปสู่ผู้กำหนดทิศทางระบบนิเวศดิจิทัลในระยะยาว

จากเดิมที่ไทยอาศัยแนวทางแบบ Soft Law หรือแนวปฏิบัติสมัครใจเป็นหลัก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI โดยเฉพาะ Generative AI ทำให้กรอบกำกับเดิมเริ่มไม่เพียงพอ เมื่อเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในภาคส่วนที่มีผลกระทบสูงต่อสิทธิ เสรีภาพ ความเชื่อมั่น และโครงสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ETDA กำลังขับเคลื่อนก็คือ (ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ฉบับแรกของประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงร่างฯ โดยภายใต้ร่างหลักการของกฎหมายใหม่นี้ ได้มีสาระสำคัญที่กล่าวถึงเรื่อง Sandbox ที่ถือเป็นกลไกในการช่วยทดสอบนวัตกรรม AI ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงก่อนนำไปใช้จริง 

โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลหรือกลุ่มเปราะบาง ถือเป็นแนวทางสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค AI ไม่ได้สร้างเพียงโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังสร้างความเสี่ยงเชิงระบบ หากขาดกรอบกำกับที่เหมาะสม อาจกระทบทั้งผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

การกำกับ AI จึงไม่ใช่เรื่องของการควบคุมเทคโนโลยี แต่เป็นการออกแบบสมดุลใหม่ระหว่างนวัตกรรมกับความปลอดภัยของสังคม

จับตารัฐขยับเข็น "กฎหมาย AI" ไทย วางสมดุลนวัตกรรม–ความปลอดภัย

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของร่างกฎหมาย AI ไทย คือการเลือกใช้แนวคิด การกำกับตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Approach) แทนการออกกฎหมายฉบับเดียวครอบคลุมทุกการใช้งาน โดยแบ่งระบบ AI ออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่ AI ความเสี่ยงสูง (High-Risk AI) ไปจนถึง AI ทั่วไปที่มีความเสี่ยงต่ำ

ระบบ AI ที่มีผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การแพทย์ การเงิน การคัดกรองประชาชน หรือการบริหารภาครัฐ จะต้องอยู่ภายใต้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้น มีความรับผิดชอบชัดเจน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ AI ทั่วไปยังสามารถใช้แนวทาง Best Practice และมาตรฐานสมัครใจ เพื่อไม่ให้กฎหมายกลายเป็นภาระต่อนวัตกรรม

ประเด็นหลักที่ร่างกฎหมายให้ความสำคัญ ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของ AI ความโปร่งใสของอัลกอริธึม ความเสี่ยงต่อสิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ซึ่งทั้งหมดสะท้อนทิศทางเดียวกับกรอบกำกับระดับสากล เช่น EU AI Act แต่ถูกปรับให้เหมาะกับโครงสร้างเศรษฐกิจและบริบทของไทย

ETDA ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ AIGC by ETDA รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะด้าน เพื่อเปิดทางให้แต่ละภาคส่วนสามารถออกกฎหมายลูกหรือมาตรการกำกับที่สอดคล้องกับลักษณะความเสี่ยงของตนเอง แทนการรวมศูนย์อำนาจกำกับไว้ที่หน่วยงานเดียว

 

3 เสาหลักกฎหมาย AI เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โครงสร้างของร่างกฎหมาย AI ถูกออกแบบบน 3 เสาหลักสำคัญ ซึ่งสะท้อนบทบาทรัฐในฐานะ “ผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมการแข่งขันทางเศรษฐกิจดิจิทัล”

เสาหลักแรก คือ การปลดล็อก ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการนำ AI ไปใช้ในเชิงพาณิชย์และบริการสาธารณะ ลดความไม่แน่นอนทางกฎหมายซึ่งเป็นต้นทุนแฝงของภาคธุรกิจ

เสาหลักที่สอง คือ การส่งเสริม การพัฒนา AI ของประเทศ ผ่านมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการจัดตั้ง Regulatory Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมความเสี่ยงได้

เสาหลักที่สาม คือ การกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล AI โดยผสาน Soft Law และ Hard Law เข้าด้วยกัน เน้นการกำกับ “เท่าที่จำเป็น” เพื่อไม่ปิดกั้นนวัตกรรม แต่ยังคงคุ้มครองผู้บริโภคและสังคมในภาพรวม

แนวคิดนี้สะท้อนการมองกฎหมาย AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือควบคุม แต่เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

กฎหมายจะไม่ทำงาน หากคนและข้อมูลไม่พร้อม

ภาคนโยบายประเมินตรงกันว่า กฎหมาย AI จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้ ต้องเดินควบคู่กับการพัฒนาทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และความเข้าใจด้านจริยธรรม AI

AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ในสาขาสำคัญ เช่น เกษตรอัจฉริยะ ระบบสาธารณสุข และการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่สร้างความเหลื่อมล้ำหรือบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน

อีกโจทย์เชิงโครงสร้างคือการออกแบบระบบแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) ที่เคารพอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) สร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองข้อมูล การเปิดใช้ Open Source และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

AIGPC หมุดหมายใหม่ของบทบาทไทยในเวที AI โลก

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ ETDA ภายใต้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้มีการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการด้านธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับภูมิภาค (AI Global Practice Center: AIGPC) ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทย จาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้ร่วมกำหนดกติกา”

AIGPC จะทำหน้าที่ผลักดันเครื่องมือและมาตรฐานสากล เช่น UNESCO RAM และ Ethical Impact Assessment สู่การใช้งานจริง พร้อมขยายเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านความเสี่ยง มาตรการกำกับ และบทเรียนเชิงนโยบาย

ในมิติทางเศรษฐกิจ AIGPC ยังเป็นกลไกสำคัญในการเสริมความสามารถของภาคเอกชนไทย ให้สามารถพัฒนา AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมสากล สร้างความเชื่อมั่น และเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

การพัฒนา AI อย่างมีจริยธรรมในเวทีโลก ผ่านการมีบทบาทร่วมออกแบบแนวทางกำกับดูแล AI กับประเทศผู้นำเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการใช้งาน ความเสี่ยง และมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทแต่ละประเทศ พร้อมส่งต่อบทเรียนเชิงนโยบายสู่สากล ที่สำคัญ AIGPC ยังช่วยผลักดันภาคเอกชนไทยให้เข้าถึงตลาดโลกง่ายขึ้น ด้วยการพัฒนา AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรม สร้างความเชื่อมั่น และเสริมขีดความสามารถของประเทศในเศรษฐกิจดิจิทัลความพร้อมและทิศทางอนาคต

วางเดิมพันศักยภาพการแข่งขันประเทศ

ETDA ประเมินว่า ไทยยังมีเวลาราว 2–3 ปี ในการเตรียมความพร้อมก่อนกฎหมาย AI จะเข้าสู่การบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะติดตามผลการทยอยบังคับใช้ EU AI Act อย่างใกล้ชิด เพื่อนำบทเรียนมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย และไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อภาคธุรกิจ

"กฎหมาย AI ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือเครื่องมือกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ" ดร.ศักดิ์ กล่าว

สำหรับในด้านเศรษฐกิจนั้น มาตรฐานจริยธรรมควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาสินค้าและบริการ AI ที่มีคุณภาพ ซึ่งการมีมาตรฐานจริยธรรมจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ เนื่องจากสินค้าหรือบริการที่ราคาถูกหรือไม่เสียค่าใช้จ่าย หากไม่มีคุณภาพจะทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบและผู้ใช้อาจหันไปเลือกใช้สสินค้าหรือบริการจากทางเลือกอื่นได้