background-default

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569

Login
Login

เน็ตแอพ ชี้ 'โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ' ขุมพลังขับเคลื่อน AI

เน็ตแอพ ชี้ 'โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ' ขุมพลังขับเคลื่อน AI

AI ไม่ได้วัดกันที่ขนาดโมเดล “เน็ตแอพ” เผย "โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ" คือ รากฐานใหม่ที่กำหนดผู้นำธุรกิจในปี 2026

ขณะที่ ประเทศไทยเร่งเครื่องสู่การเป็นมหาอำนาจด้านดิจิทัล โดยมีตลาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 32.33% และมีมูลค่าแตะ 7.31 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2031 ภูมิทัศน์ของธุรกิจระดับโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่

การสะสมข้อมูลจำนวนมหาศาลจะไม่ได้เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จอีกต่อไป เน็ตแอพ ยักษ์เทคโลก ชี้ว่า องค์กรที่จะกลายเป็นผู้นำตลาดที่แท้จริงในอนาคต คือผู้ที่สามารถใช้ ปกป้อง และเคลื่อนย้ายข้อมูลได้อย่างชาญฉลาด ผ่านรากฐานที่เรียกว่า "โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ" (Intelligent Data Infrastructure)

รายงานวิเคราะห์และคาดการณ์ของ เน็ตแอพ สำหรับปี 2026 ได้ฉายภาพการบรรจบกันของสามเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ได้แก่ AI, ไฮบริดคลาวด์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำว่า โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลไม่ใช่เพียงแค่กลไกทางเทคนิค แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้อนาคตดิจิทัลเกิดขึ้นจริงได้

การพลิกผัน AI จากห้องทดลองสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

แม้ปัจจุบันองค์กรไทยที่นำ AI มาใช้งานจะอยู่ที่เพียง 17.8% แต่คาดว่าจะมีการเร่งตัวครั้งใหญ่เมื่อธุรกิจตระหนักถึงพลังของ Generative AI อย่างไรก็ตาม เน็ตแอพ เตือนว่า ความล้มเหลวโครงการ AI จำนวนมากไม่ได้มาจากความบกพร่องของโมเดล แต่มาจาก “พื้นฐานข้อมูลที่ไม่แข็งแรง”

การคาดการณ์สำคัญ คือ 1. AI ก้าวสู่การใช้งานเต็มสเกล (Full-Scale Adoption) องค์กรกำลังก้าวข้ามการทำโครงการนำร่องไปสู่การนำ AI ไปใช้จริงในทุกส่วนของธุรกิจ ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จในยุคถัดไปไม่ใช่การมีโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือการมี "ข้อมูลที่รวมศูนย์ บริหารจัดการได้ และเข้าถึงได้อย่างเป็นระบบ" โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะจึงเป็นฐานสำคัญในการทำงานอัตโนมัติ ตั้งแต่การจัดสรรข้อมูลไปจนถึงการเข้าถึงข้อมูลที่พร้อมต่อการเทรนและนำ AI ไปใช้งานจริง

2.ยุคแห่ง Agentic AI สร้างผลลัพธ์จริง: คลื่นลูกใหม่ AI จะพัฒนาไปเกินกว่าการสร้างคอนเทนต์ แต่จะกลายเป็นระบบที่สามารถตัดสินใจ ลงมือทำ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ระบบเหล่านี้จำเป็นต้องพึ่งพาการเข้าถึงข้อมูลองค์กรที่ได้รับการกำกับดูแลอย่างรัดกุมและรวดเร็ว ทั้งบนไฮบริดคลาวด์และระบบภายในองค์กร สถาปัตยกรรมข้อมูลแบบรวมศูนย์ที่ปรับขยายประสิทธิภาพได้อย่างอิสระจึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการรองรับการขยายตัวของ Agentic AI

อธิปไตยข้อมูล พลังที่ปรับโฉมโครงสร้างไอที

การขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลในไทยสอดคล้องกับความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูล (Data Sovereignty) และบริการคลาวด์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นกำหนดให้ข้อมูลที่สร้างขึ้นในประเทศจะต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในเขตแดนเท่านั้น

การคาดการณ์สำคัญ คือ 1. การบริหารเวิร์กโหลดอย่างชาญฉลาด: องค์กรได้ก้าวพ้นยุคของการ “นำองค์กรสู่คลาวด์” ไปแล้ว และกำลังมุ่งสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าเวิร์กโหลดใดควรอยู่บนระบบใดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด (ไฮบริดและมัลติคลาวด์) แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ จะเข้ามาช่วยในการตัดสินใจนี้ ทำให้องค์กรสามารถมองเห็นข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องและมีการกำกับดูแลที่เป็นมาตรฐาน

2. Data Sovereignty ปรับโฉม IT: รัฐบาลหลายประเทศทั่วโลกกำลังเข้มงวดกับกฎระเบียบสถานที่จัดเก็บข้อมูล ทำให้องค์กรต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบ Local หรือ Sovereign Cloud เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลโดยไม่ขัดขวางนวัตกรรม แพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะจะเข้ามาช่วยจัดการกระบวนการด้านกฎหมายและความปลอดภัยโดยอัตโนมัติ ช่วยให้ทีมงานสามารถมุ่งเน้นไปที่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจแทนที่จะเป็นงานด้านเอกสารและระเบียบ

ความเร็วในการกู้คืนคือมาตรฐานใหม่

ตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในไทย คาดว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 894.04 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 สะท้อนถึงความจำเป็นในการปกป้องระบบจากภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน ภัยคุกคามในปัจจุบันได้พัฒนาไปไกลกว่าแรนซัมแวร์แบบเดี่ยว ๆ กลายเป็นการเจาะระบบที่สร้างรายได้หลายต่อ ตั้งแต่การเรียกค่าไถ่ไปจนถึงการขายข้อมูล

การคาดการณ์สำคัญ คือ 1. ความเร็วคือกฎเหล็กใหม่ เกณฑ์มาตรฐานใหม่ด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์คือ ความเร็วในการตรวจจับและกู้คืนจากการโจมตี องค์กรต้องการความสามารถในการตรวจจับการละเมิดอย่างรวดเร็ว แยกส่วนระบบที่ถูกโจมตีแบบอัตโนมัติ และที่สำคัญคือต้องสามารถกู้คืนจากข้อมูลที่ “ปลอดภัย” ได้แทบจะทันที โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะจะใช้เทคโนโลยีตรวจจับความผิดปกติและมาตรฐานการเข้ารหัสแบบ Post-Quantum Cryptography เพื่อสร้างความมั่นใจในความมั่นคงปลอดภัย

2.การกำกับดูแลกำหนดความเชื่อถือได้ของ AI เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ในทุกกระบวนการ การกำกับดูแลข้อมูลอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การควบคุมการเข้าถึง ความปลอดภัย ไปจนถึงการติดตามเส้นทางของข้อมูลตลอดวงจรชีวิต จึงเป็นสิ่งจำเป็น โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะจะถูกพัฒนาต่อยอดเพื่อวางรากฐานการกำกับดูแลตั้งแต่ข้อมูลดิบไปจนถึงการวิเคราะห์ขั้นสูง

ผสานปัญญาในทุกระดับของข้อมูล

อรรณพ วาดิถี ผู้จัดการเน็ตแอพ ประจำประเทศไทย เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงดิจิทัลที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งก็คือ โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ

ในยุคใหม่ของผู้นำด้านดิจิทัล ปัจจัยต่างๆ เช่น AI, คลาวด์, ความมั่นคงทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ จะไม่ถูกมองเป็นงานแยกส่วนอีกต่อไป แต่ต้องเดินไปด้วยกันเป็นพลังที่เชื่อมโยงกัน องค์กรที่จะเติบโตได้ในปี 2026 คือองค์กรที่ผสานเชาวน์ปัญญาไว้ในทุกระดับของโครงสร้างข้อมูล เพื่อลดความซับซ้อน สร้างความน่าเชื่อถือ และเร่งสร้างนวัตกรรม 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว "โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ" คือ กุญแจสำคัญที่ทำให้อนาคตดิจิทัลเกิดขึ้นจริงได้

โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะเปรียบเสมือนระบบประสาทส่วนกลางขององค์กร หากระบบประสาทนี้ไม่สามารถรวบรวม แยกแยะ และตอบสนองต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ แม้จะมีสมอง (AI Model) ที่ฉลาดที่สุด ก็ไม่สามารถนำไปสู่การตัดสินใจและการกระทำที่มีประสิทธิภาพได้ในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว