วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

วิกฤติพลังงาน 'ดาต้าเซนเตอร์' ใต้แรงกดดัน AI ดันดีมานด์ไฟพุ่ง

วิกฤติพลังงาน 'ดาต้าเซนเตอร์' ใต้แรงกดดัน AI ดันดีมานด์ไฟพุ่ง

อัตราการพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI ในภาคอุตสาหกรรมกำลังเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก เช่นเดียวกับความต้องการดาต้าเซนเตอร์   

สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไอดีซี คาดการณ์ว่า การลงทุน Generative AI ในภูมิภาครวมถึงจีนและญี่ปุ่นจะสูงถึง 54.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2571

สำหรับในประเทศไทย รายงานจากบลูมเบิร์กคาดการณ์ว่า ช่วงสามปีข้างหน้าความจุของศูนย์ดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า

สืบเนื่องมาจากการลงทุนในภาคธุรกิจดังกล่าวที่สูงถึงราว 6.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้งและ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น และในประเทศไทยก็เริ่มเห็นถึงการเลือกลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ระดับโลกหลากหลายรายที่กำลังขยายการลงทุนเพื่อตั้งดาต้าเซนเตอร์แห่งใหม่ในประเทศไทย

AI เร่งวิกฤติพลังงาน

คูมา มิตรา ผู้อำนวยการบริหาร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลาง ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เลอโนโว อินฟราสตรักเจอร์ โซลูชัน กรุ๊ป เปิดมุมมองว่า ความกังวลเกี่ยวกับความต้องการในการใช้พลังงานกำลังเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของดาต้าเซนเตอร์

โดยการ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซนเตอร์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 160% ภายในอีกสองปีข้างหน้า

เนื่องจากความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นเพื่อใช้งาน Generative AI และคาดว่า ภายในปีพ.ศ. 2570 ราว 40% ของดาต้าเซนเตอร์สำหรับการใช้งาน AI ที่มีอยู่ปัจจุบันจะประสบปัญหาการจัดหาไฟฟ้าไม่เพียงพอ

ขณะเดียวกัน ภายในปี 2573 การใช้พลังงานของดาต้าเซนเตอร์จะคิดเป็นประมาณหนึ่งในสิบของการใช้พลังงานทั่วโลก โดย 3% ของการใช้พลังงานนี้มาจากการใช้งาน AI   

สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลโดยกรุงศรีรีเสิร์ชคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2568 - 2570 อุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ของไทยจะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 7.5% - 8.5% ขับเคลื่อนโดยการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นสัญญาณสำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเตรียมความพร้อมในการจัดหาพลังงานให้เพียงพอ

ปูทางสู่เส้นทาง 'ความยั่งยืน'

ผู้บริหารเลอโนโว วิเคราะห์ว่า ดาต้าเซนเตอร์ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไอทีจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างยั่งยืน ดังนั้นรัฐบาลและผู้นำด้านไอทีจึงควรมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ด้วยการสำรวจวิธีการลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในดาต้าเซนเตอร์ให้มากยิ่งขึ้น

สำหรับก้าวแรกสู่ความยั่งยืนในดาต้าเซนเตอร์ คือการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อการระบายความร้อน โดยดาต้าเซนเตอร์ใช้พลังงานราว 40-50% ของเครื่องในการระบายความร้อน ด้วยเหตุนี้เองการมีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำให้ดาต้าเซนเตอร์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

อีกทั้งเมื่อความหนาแน่นของเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้น ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบดั้งเดิมจะเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการระบายความร้อน ขณะที่สารหล่อเย็น เช่น น้ำ มีความสามารถในการนำความร้อนสูงกว่าอากาศอย่างมาก

ดังนั้น การนำระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (liquid-cooling system) ขั้นสูงมาใช้ จะช่วยลดการใช้พลังงานในการจัดการความร้อนได้เป็นอย่างดี และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเมื่อเทียบกับการใช้พัดลม หรือระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ

การใช้เทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยน้ำช่วยลดการใช้พลังงานของระบบระบายความร้อนได้เป็นอย่างมาก ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลในงานที่ต้องการการประมลผลที่ซับซ้อน เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการประมวลผลสมรรถนะสูง (HPC) และงานด้าน AI

หาจุดสมดุลการเติบโต 'นวัตกรรม'

นอกจากการพัฒนาระบบระบายความร้อนด้วยนวัตกรรมแล้ว การนำโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และการจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ ยังสามารถยกระดับดาต้าเซนเตอร์ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

การใช้ศักยภาพของ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อบริหารจัดการทรัพยากร การกระจายปริมาณงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน      

นอกจากนี้ การใช้งานสภาพแวดล้อมเซิร์ฟเวอร์เสมือน (Virtualized Server Environment) ยังช่วยลดจำนวนการใช้งานเซิร์ฟเวอร์จริงได้ จึงส่งผลให้การใช้พลังงานลดลง ช่วยลดภาระการทำงานของระบบระบายความร้อน ไม่เพียงช่วยลดความต้องการด้านฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่ยังช่วยลดความจำเป็นของโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย และระบบจ่ายพลังงาน จึงส่งผลให้ต้นทุนการทำงานลดลง  

นอกจากนี้ ปัจจัยอีกหนึ่งประการที่ธุรกิจสามารถนำไปพิจาณานั่นคือ การลงทุนในวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานหมุนเวียนอันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซนเตอร์ที่ยั่งยืนในระยะยาว

ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคหรือประเทศใด ดาต้าเซนเตอร์ต่างกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการขยายตัวของระบบและการเติบโตของนวัตกรรม คู่ขนานไปกับความพยายามในการลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเอง     

สำหรับประเทศไทยซึ่งอยู่ในอันดับที่ 21 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในปี 2562 รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายสำคัญในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608    

เห็นได้ว่าการนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว และการประมวลผลที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาใช้ ไม่เพียงจะช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการยกระดับความยั่งยืนของดาต้าเซนเตอร์เท่านั้น แต่ยังช่วยเร่งการสร้างนวัตกรรมเชิงปฏิบัติการที่ดีขึ้น

เพื่อให้การพัฒนา AI ดำเนินไปอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่ดาต้าเซนเตอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงควรได้รับการผลักดันอย่างต่อเนื่อง