วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Disney ซื้อหุ้น OpenAI พันล้านดอลลาร์ ให้สิทธิ์ Sora เข้าถึงตัวละครกว่า 200 ตัว

Disney ซื้อหุ้น OpenAI พันล้านดอลลาร์ ให้สิทธิ์ Sora เข้าถึงตัวละครกว่า 200 ตัว

วอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ประกาศลงทุนรูปแบบหุ้น มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในบริษัทโอเพนเอไอ (OpenAI) ซึ่งจะทำให้เครื่องมือสร้างวิดีโอ Sora สามารถใช้ตัวละครของดิสนีย์ได้ตามข้อตกลงเป็นเวลา 3 ปี

ภายใต้ข้อตกลง ผู้ใช้งาน Sora จะสามารถสร้างวิดีโอสั้นสำหรับสื่อสังคมออนไลน์จากคำสั่งข้อความ โดยเลือกใช้ตัวละครมากกว่า 200 ตัวจากดิสนีย์ มาร์เวล (Marvel) พิกซาร์ (Pixar) และสตาร์วอร์ส (Star Wars)

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ไม่อนุญาตให้ Sora ใช้ความเหมือนของบุคคลจริง เช่น นักแสดง ผู้กำกับ หรือคนดัง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา น้ำเสียง หรือรูปแบบการแสดง

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลในฮอลลีวูดเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ต่ออุตสาหกรรม ความเป็นเจ้าของผลงาน และสิทธิของผู้สร้าง

เนื่องจากที่ผ่านมา คนเขียนบท นักแสดง ศิลปิน และแรงงานสร้างสรรค์หลายสาขา แสดงความกังวลว่า “เอไออาจแย่งงาน” ใช้ใบหน้า หรือใช้ตัวตนของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต จนเกิดการประท้วงของสหภาพแรงงานและการฟ้องร้องด้านลิขสิทธิ์ต่อบริษัทเอไอหลายแห่ง

บ็อบ ไอเกอร์ (Bob Iger) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดิสนีย์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะนำ “เรื่องราวและตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์ของดิสนีย์” มาผสานกับเทคโนโลยีของโอเพนเอไอ ทำให้แฟนดิสนีย์สามารถใช้จินตนาการสร้างวิดีโอได้ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

ดีลครั้งนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่วงการฮอลลีวูดครั้งสำคัญของโอเพนเอไอ หลังจากที่ Sora เปิดตัวพร้อมเสียงคัดค้านจำนวนมาก โดยมีกรณีใช้ตัวละครที่มีลิขสิทธิ์อย่าง สปอนจ์บ็อบ (SpongeBob SquarePants) หรือปิกาจู (Pikachu) ไปจนถึงภาพที่ถูกสร้างให้มีลักษณะคล้ายชุดนาซี ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงด้านลิขสิทธิ์และความเหมาะสมตามมา

นอกจากนี้ ยังเคยเกิดกรณีการสร้างภาพ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ในรูปแบบเหยียดเชื้อชาติ จนโอเพนเอไอต้องสั่งแบนการใช้ใบหน้าของเขาบนแพลตฟอร์ม ขณะที่ลูกสาวของ มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X) ระบุว่าการเห็นภาพบิดาของตนถูกสร้างใน Sora เป็นเรื่องไม่เคารพและสร้างความเจ็บปวด

ดิสนีย์เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำตัวละครไปใช้บนแพลตฟอร์มเอไอโดยไม่ได้รับอนุญาต บริษัทเคยส่งจดหมายแจ้งให้หยุดการละเมิดลิขสิทธิ์ไปยัง Character.AI ในเดือนตุลาคม โดยระบุว่า มีการใช้ likeness ของตัวละครดิสนีย์อย่างชัดเจนโดยไม่ได้รับสิทธิ์ 

และเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม สำนักข่าววาไรตี้รายงานว่า นักกฎหมายของดิสนีย์ได้ส่งหนังสือแจ้งลักษณะเดียวกันไปยัง Google เพื่อให้หยุดการละเมิดผ่านระบบเอไอของบริษัท

แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข้อตกลงกับดิสนีย์ว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างบริษัทเอไอและอุตสาหกรรมบันเทิง โดยย้ำว่า เป็นความร่วมมือเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม เคารพความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้ผลงานเข้าถึงผู้ชมวงกว้างขึ้น

นอกจากการอนุญาตให้ตัวละครของดิสนีย์ใน Sora แล้ว ดิสนีย์ยังจะนำแอปพลิเคชันโปรแกรมมิงอินเทอร์เฟซ (API) ของโอเพนเอไอไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเครื่องมือใหม่ๆ ทำให้ดิสนีย์กลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของผู้พัฒนา ChatGPT โดยคลิปวิดีโอที่สร้างจาก Sora จะมีบางส่วนถูกนำไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มสตรีมมิง Disney+ และบริษัทจะนำ ChatGPT ไปใช้ภายในองค์กรด้วย

ไอเกอร์กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมบันเทิงเสมอ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของเอไอถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของวงการ ดิสนีย์จะใช้ความร่วมมือครั้งนี้เพื่อขยายการเล่าเรื่องผ่านเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบคอบ และยังคงคำนึงถึงการคุ้มครองผู้สร้างและผลงานของพวกเขา

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

นิค ซีเซโร (Nick Cicero) ผู้ประกอบการด้านดิจิทัลและผู้ก่อตั้ง Delmondo มองว่า ดีลนี้ “ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องรายได้” เขาชี้ว่า ดิสนีย์ต้องการแก้สองปัญหาใหญ่ ได้แก่ ครีเอเตอร์ใช้ตัวละครดิสนีย์โดยไม่ได้รับอนุญาต และเด็กๆ หันไปดู YouTube มากกว่า Disney+

ซีเซโรยังอธิบายว่า Sora คือโอกาสให้ดิสนีย์ดึงคอนเทนต์ที่แฟนๆ สร้างเข้ามาอยู่ในระบบของตัวเองอย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัยต่อแบรนด์ และนำไปสร้างรายได้บนทีวีเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ปีเตอร์ ซาทธี (Peter Csathy) ที่ปรึกษาอุตสาหกรรมสื่อ ระบุว่า ดีลนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการสื่อ โดยชี้ว่า การใช้ตัวละครที่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการช่วยเคารพสิทธิ์เจ้าของผลงาน และสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ขณะเดียวกันยังช่วยให้แฟนๆ สามารถใช้ตัวละครได้อย่างถูกต้องผ่านระบบเอไอ

แคโรไลน์ กีเกอร์ริช (Caroline Giegerich) นักกลยุทธ์ด้านเอไอและการตลาด ระบุว่า ดิสนีย์อาจอยู่ในจุดที่ไม่สามารถต้านทานได้ก็ต้องเข้าร่วม เนื่องจากในอดีตเมื่อเธอทำงานที่ HBO ทีมกฎหมายต้องส่งจดหมายเตือนการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก และการเติบโตของเอไอก็สร้างความท้าทายแบบเดียวกัน เธอยังชี้ว่า ดิสนีย์จะได้ประโยชน์ด้านการตลาด เนื่องจากวิดีโอที่ผู้ใช้งานสร้างบางส่วนจะถูกนำไปเผยแพร่บน Disney+

เจมส์ มิลเลอร์ (James Miller) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Amazon ด้านสื่อและคอนเทนต์ผู้สร้าง วิเคราะห์ว่า ดิสนีย์ต้องการควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อผลงานหลายเรื่องเริ่มหมดอายุลิขสิทธิ์

เช่น มิกกี้เมาส์ (Mickey Mouse) บางเวอร์ชัน หมีพูห์ (Winnie the Pooh) และซินเดอเรลลา (Cinderella) เขาระบุว่าการทำสัญญาในเวลานี้ช่วยให้ดิสนีย์สร้างรายได้จากเทรนด์เอไอกำหนดมาตรฐานคุณภาพ และเก็บข้อมูลว่าผู้ชมต้องการใช้ตัวละครของบริษัทอย่างไร ก่อนที่สิทธิ์จะหมดลงในอนาคต

ไซมอน พูลแมน (Simon Pullman) ทนายความด้านความบันเทิงจาก Pryor Cashman กล่าวว่า ดีลนี้มีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนหลายข้อ เช่น ผู้ชมจะยอมรับคอนเทนต์ที่สร้างโดยเอไอบน Disney+ หรือไม่ สัญญา 3 ปีนี้จะยุติได้อย่างไร และดิสนีย์จะควบคุมความเสี่ยงด้านชื่อเสียงหรือการใช้ตัวละครในทางที่ไม่เหมาะสมอย่างไร

โดยข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมจากสำนักข่าวบิสสิเนส อินไซเดอร์

 

อ้างอิง: The Guardian และ Business Insider