วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

กสทช.ลงมติ 4:3 ล้มเน็ตชายขอบ 2,400 ล. หลังตรวจพบใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

กสทช.ลงมติ 4:3 ล้มเน็ตชายขอบ 2,400 ล. หลังตรวจพบใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 มีวาระใหญ่ที่ถูกจับตามองมานาน คือการพิจารณา โครงการขยายอายุสัญญาให้บริการ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ (โซน C+) และพื้นที่ห่างไกล (โซน C) ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการ USO NET และกำลังจะสิ้นสุดลงภายในปีนี้ โดยสำนักงาน กสทช.เสนอขอขยายเวลาบริการต่อเนื่องอีก 9 เดือน ใช้งบประมาณรวมกว่า 2,400 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังเห็นต่างกันอย่างมาก ก่อนลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ด้วยคะแนน 4 ต่อ 3 ทำให้ข้อเสนอดังกล่าวถูกยกเลิกทันที

โดยกรรมการที่ไม่เห็นชอบ ได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, พิรงรอง รามสูต, ศุภัช ศุภชลาศัย และสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์

ขณะที่กรรมการที่เห็นชอบประกอบด้วย นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช., ต่อพงศ์ เสลานนท์ และพล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร

ชี้งบผิดประเภท–บริการไม่สอดคล้องความจริงในพื้นที่

เหตุผลหลักของฝ่ายคัดค้านคือ สำนักงาน กสทช.ขอเบิกงบจาก กองทุน กทปส. บัญชี 1 ซึ่งมีไว้เพื่อวิจัยและพัฒนาประโยชน์สาธารณะใหม่ๆ ไม่ใช่เพื่อเป็นงบต่ออายุหรือบำรุงรักษาโครงการเดิม จึงถูกมองว่าใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ไม่เป็นไปตามแผนยูโซ่ที่วางไว้

อีกทั้ง ยังไม่มีการประเมินผลใช้งานจริงในหมู่บ้านเป้าหมายว่า อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังจำเป็นหรือถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะตั้งแต่โครงการเริ่มต้นเมื่อหลายปีก่อน สภาพพื้นที่และการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมได้เปลี่ยนไปมาก

บางชุมชนมีโครงข่ายเชิงพาณิชย์ครอบคลุมแล้ว แต่ยังถูกเสนอให้ต่ออายุเหมารวมทุกจุด ซึ่งถูกตั้งคำถามถึง ความคุ้มค่าและความโปร่งใสของการใช้เงินกองทุน

เตรียมทบทวนใหม่ หวั่นประชาชนในพื้นที่เปราะบางถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แหล่งข่าวจาก กสทช.ระบุว่า แม้ที่ประชุมจะไม่เห็นชอบต่ออายุในกรอบที่เสนอ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านในพื้นที่ชายขอบจะถูกตัดสัญญาณทันที สำนักงาน กสทช.จะต้องเร่งทำแผนทบทวน พร้อมประเมินความต้องการจริง แยกพื้นที่ที่ยังจำเป็นต้องได้รับบริการจากพื้นที่ที่โครงข่ายเอกชนรองรับได้แล้ว เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง

ด้านผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายหนึ่งสะท้อนว่า หากไม่มีมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า อาจกระทบต่อการสื่อสารพื้นฐานของโรงเรียนและหน่วยบริการรัฐในบางตำบล ซึ่งรัฐต้องรักษาความต่อเนื่องบริการในระหว่างรอการจัดทำแผนใหม่