วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ซีอีโอ Hugging Face ชี้ ‘ฟองสบู่ LLMs’ ไม่ใช่ฟองสบู่ AI เทคโนโลยีแขนงอื่นยังโตต่อ

ซีอีโอ Hugging Face ชี้ ‘ฟองสบู่ LLMs’ ไม่ใช่ฟองสบู่ AI เทคโนโลยีแขนงอื่นยังโตต่อ

ช่วงที่กระแส “ฟองสบู่เอไอ” ถูกตั้งคำถามไปทั่วอุตสาหกรรม เกลม เดอล็องก์ (Clem Delangue) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Hugging Face ออกมาให้มุมมองที่ต่างออกไป เขาระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เอไอทั้งหมดกำลังเกิดฟองสบู่ แต่เป็นฟองสบู่เฉพาะใน “โมเดลภาษาขนาดใหญ่” หรือ LLMs ซึ่งเป็นระบบที่ขับเคลื่อนแชตบอตอย่าง ChatGPT และ Gemini เท่านั้น

เดอล็องก์ให้สัมภาษณ์บนเวทีของ Axios โดยชี้ว่า ความคลั่งไคล้ LLMs มาจากความเชื่อว่า โมเดลขนาดยักษ์เพียงตัวเดียวสามารถแก้ปัญหาได้ทุกประเภท จนทำให้เงินทุนจำนวนมหาศาลระดับหลายล้านล้านดอลลาร์พุ่งเข้าไปสู่แนวทางเดียวอย่างไม่ยั้งคิด

เขามองว่า หากฟองสบู่โมเดลภาษาขนาดใหญ่แตกขึ้นมา ก็เป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนในส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะทำให้ทั้งวงการเอไอโดยรวมจบลง

“ยังมีเทคโนโลยีเอไอในสาขาอื่นๆ อีกมากที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีโอกาสเติบโต” เดอล็องก์ อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างงานด้านภาพ เสียง วิดีโอ ตลอดจนชีววิทยา และเคมียังอยู่ในระยะเริ่มต้น และมีศักยภาพจะเติบโตอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า 

“เราจะเห็นโมเดลจำนวนมากขึ้น ที่เล็กกว่า เร็วกว่า ราคาถูกกว่า และออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะทางแต่ละประเภท” 

เดอล็องก์ยกตัวอย่างกรณีการใช้งานจริง เช่น ระบบบริการลูกค้าของธนาคาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลใหญ่ที่สามารถตอบคำถามลึกซึ้งซับซ้อนได้ทุกเรื่อง แต่กลับใช้โมเดลเฉพาะทางที่เล็กกว่า มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมกับงานนั้นๆ มากกว่า ซึ่งเขามองว่า นี่คือทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมเอไอในอนาคต

สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ Hugging Face หากฟองสบู่โมเดลภาษาขนาดใหญ่แตกจริง เดอล็องก์ยอมรับว่า บริษัทอาจได้รับผลกระทบบางส่วน แต่เขาเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมเอไอมีความหลากหลายมากพอที่จะไม่ทำให้บริษัท หรืออุตสาหกรรมโดยรวมเสียหายอย่างหนัก แม้ว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่จะถูกประเมินมูลค่าสูงเกินความเป็นจริงก็ตาม

ท่าทีของเดอล็องก์เกี่ยวกับภาวะฟองสบู่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ยังสอดคล้องกับการตั้งคำถามของ ยาน เลอเกิง (Yann LeCun) นักวิจัยอาวุโสของเมตา ซึ่งเพิ่งกล่าวบนเวทีที่บรูคลินว่า แม้โมเดลภาษาขนาดใหญ่จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่เส้นทางไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ระดับมนุษย์ตามที่หลายบริษัทคาดหวัง 

เลอเกิงเตือนว่า การที่อุตสาหกรรมทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพียงแนวทางเดียว ส่งผลให้เทคโนโลยีอื่นๆ ที่อาจมีความสำคัญต่ออนาคตของเอไอไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ 

โดยเลอเกิงเรียกร้องว่า ถึงเวลาแล้วที่วงการต้องหยุด และถอยกลับมาประเมินใหม่ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันยังขาดอะไรอยู่บ้าง และเน้นย้ำว่า การสร้างเอไอขั้นก้าวหน้าต้องอาศัย “เวิลด์โมเดล” (World models) ที่เรียนรู้จากภาพ และข้อมูลจริง ไม่ใช่การเรียนรู้จากข้อความจำนวนมหาศาลเพียงอย่างเดียว 

แม้เลอเกิงจะวิจารณ์แนวทางนี้มาหลายปี แต่ความเห็นรอบล่าสุดได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีรายงานว่าเขาอาจยุติบทบาทในเมตา และเดินหน้าตั้งสตาร์ตอัปของตัวเอง

ขณะเดียวกัน เดอล็องก์ยังเปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ Hugging Face ว่า บริษัทยังมีเงินทุนที่ระดมมาได้ 400 ล้านดอลลาร์ เหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน ตรงข้ามกับหลายบริษัทในแวดวงโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ทุ่มเททุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์อย่างไม่ลดละ

ซีอีโอ Hugging Face อธิบายว่า หลายบริษัทในตอนนี้กำลังเร่งรีบ หรืออาจจะถึงขั้นตื่นตระหนกไปแล้ว จนมองเห็นเพียงระยะสั้นๆ ตรงหน้า แต่ในฐานะคนที่ทำงานด้านเอไอมากว่า 15 ปีอย่างเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมมาหลายรอบแล้ว 

ดังนั้น เขาจึงพยายามสร้างบริษัทที่มีความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวก และรักษาสมดุลของการเติบโตในตลาดเอไอที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนในอุตสาหกรรมที่เห็นด้วยกับมุมมองนี้ อดัม บราวน์ (Adam Brown) ผู้บริหารจากกูเกิล ยังคงเชื่อว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตไปสู่ระดับปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ได้

 

 

อ้างอิง: Techcrunch Business Insider และ Axios

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์