ช่วงที่กระแส “ฟองสบู่เอไอ” ถูกตั้งคำถามไปทั่วอุตสาหกรรม เกลม เดอล็องก์ (Clem Delangue) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Hugging Face ออกมาให้มุมมองที่ต่างออกไป เขาระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เอไอทั้งหมดกำลังเกิดฟองสบู่ แต่เป็นฟองสบู่เฉพาะใน “โมเดลภาษาขนาดใหญ่” หรือ LLMs ซึ่งเป็นระบบที่ขับเคลื่อนแชตบอตอย่าง ChatGPT และ Gemini เท่านั้น
เดอล็องก์ให้สัมภาษณ์บนเวทีของ Axios โดยชี้ว่า ความคลั่งไคล้ LLMs มาจากความเชื่อว่า โมเดลขนาดยักษ์เพียงตัวเดียวสามารถแก้ปัญหาได้ทุกประเภท จนทำให้เงินทุนจำนวนมหาศาลระดับหลายล้านล้านดอลลาร์พุ่งเข้าไปสู่แนวทางเดียวอย่างไม่ยั้งคิด
เขามองว่า หากฟองสบู่โมเดลภาษาขนาดใหญ่แตกขึ้นมา ก็เป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนในส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะทำให้ทั้งวงการเอไอโดยรวมจบลง
“ยังมีเทคโนโลยีเอไอในสาขาอื่นๆ อีกมากที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีโอกาสเติบโต” เดอล็องก์ อธิบาย พร้อมยกตัวอย่างงานด้านภาพ เสียง วิดีโอ ตลอดจนชีววิทยา และเคมียังอยู่ในระยะเริ่มต้น และมีศักยภาพจะเติบโตอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
“เราจะเห็นโมเดลจำนวนมากขึ้น ที่เล็กกว่า เร็วกว่า ราคาถูกกว่า และออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะทางแต่ละประเภท”
เดอล็องก์ยกตัวอย่างกรณีการใช้งานจริง เช่น ระบบบริการลูกค้าของธนาคาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้โมเดลใหญ่ที่สามารถตอบคำถามลึกซึ้งซับซ้อนได้ทุกเรื่อง แต่กลับใช้โมเดลเฉพาะทางที่เล็กกว่า มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสมกับงานนั้นๆ มากกว่า ซึ่งเขามองว่า นี่คือทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมเอไอในอนาคต
สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ Hugging Face หากฟองสบู่โมเดลภาษาขนาดใหญ่แตกจริง เดอล็องก์ยอมรับว่า บริษัทอาจได้รับผลกระทบบางส่วน แต่เขาเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมเอไอมีความหลากหลายมากพอที่จะไม่ทำให้บริษัท หรืออุตสาหกรรมโดยรวมเสียหายอย่างหนัก แม้ว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่จะถูกประเมินมูลค่าสูงเกินความเป็นจริงก็ตาม
ท่าทีของเดอล็องก์เกี่ยวกับภาวะฟองสบู่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ยังสอดคล้องกับการตั้งคำถามของ ยาน เลอเกิง (Yann LeCun) นักวิจัยอาวุโสของเมตา ซึ่งเพิ่งกล่าวบนเวทีที่บรูคลินว่า แม้โมเดลภาษาขนาดใหญ่จะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่เส้นทางไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ระดับมนุษย์ตามที่หลายบริษัทคาดหวัง
เลอเกิงเตือนว่า การที่อุตสาหกรรมทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลไปกับโมเดลภาษาขนาดใหญ่เพียงแนวทางเดียว ส่งผลให้เทคโนโลยีอื่นๆ ที่อาจมีความสำคัญต่ออนาคตของเอไอไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ
โดยเลอเกิงเรียกร้องว่า ถึงเวลาแล้วที่วงการต้องหยุด และถอยกลับมาประเมินใหม่ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันยังขาดอะไรอยู่บ้าง และเน้นย้ำว่า การสร้างเอไอขั้นก้าวหน้าต้องอาศัย “เวิลด์โมเดล” (World models) ที่เรียนรู้จากภาพ และข้อมูลจริง ไม่ใช่การเรียนรู้จากข้อความจำนวนมหาศาลเพียงอย่างเดียว
แม้เลอเกิงจะวิจารณ์แนวทางนี้มาหลายปี แต่ความเห็นรอบล่าสุดได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะมีรายงานว่าเขาอาจยุติบทบาทในเมตา และเดินหน้าตั้งสตาร์ตอัปของตัวเอง
ขณะเดียวกัน เดอล็องก์ยังเปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของ Hugging Face ว่า บริษัทยังมีเงินทุนที่ระดมมาได้ 400 ล้านดอลลาร์ เหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการบริหารจัดการที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน ตรงข้ามกับหลายบริษัทในแวดวงโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ทุ่มเททุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์อย่างไม่ลดละ
ซีอีโอ Hugging Face อธิบายว่า หลายบริษัทในตอนนี้กำลังเร่งรีบ หรืออาจจะถึงขั้นตื่นตระหนกไปแล้ว จนมองเห็นเพียงระยะสั้นๆ ตรงหน้า แต่ในฐานะคนที่ทำงานด้านเอไอมากว่า 15 ปีอย่างเขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมมาหลายรอบแล้ว
ดังนั้น เขาจึงพยายามสร้างบริษัทที่มีความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งยังคงมุ่งมั่นสร้างผลกระทบเชิงบวก และรักษาสมดุลของการเติบโตในตลาดเอไอที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนในอุตสาหกรรมที่เห็นด้วยกับมุมมองนี้ อดัม บราวน์ (Adam Brown) ผู้บริหารจากกูเกิล ยังคงเชื่อว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตไปสู่ระดับปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ได้
อ้างอิง: Techcrunch Business Insider และ Axios
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





