วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Meta ปลดพนักงาน 600 คน แผนก Superintelligence ปรับโครงสร้างทีมรับศึกเอไอ

Meta ปลดพนักงาน 600 คน แผนก Superintelligence ปรับโครงสร้างทีมรับศึกเอไอ

เมตา (Meta) ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ของโลก เจ้าของแพลตฟอร์ม Facebook, Instagram และ WhatsApp ประกาศปลดพนักงาน ราว 600 ตำแหน่งในแผนกปัญญาประดิษฐ์ ภายใต้หน่วยงานซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ หรือ “Superintelligence Labs” ตามบันทึกภายในที่ส่งถึงพนักงานและถูกเปิดเผยโดย The New York Times 

รายงานระบุว่า การปลดพนักงานครั้งนี้มุ่งจัดระเบียบองค์กรใหม่ หลังจากที่เมตาขยายทีมเอไออย่างรวดเร็วตลอดสามปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนในหลายส่วนของการพัฒนา ทั้งนี้ หน่วยซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์มีพนักงานประมาณ 3,000 คน แต่จำนวนที่แน่ชัดไม่ได้เปิดเผย

ปรับโครงสร้างทีมเพื่อลดความซ้ำซ้อน

อเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเพิ่งเข้าร่วมเมตาเมื่อต้นปีนี้ ระบุในบันทึกภายในว่า การปรับลดทีมจะช่วยให้การตัดสินใจภายในองค์กรทำได้เร็วขึ้น และแต่ละคนมีบทบาทที่ชัดเจนและมีผลต่อผลงานมากขึ้น 

“เมื่อทีมมีขนาดเล็กลง จำนวนการหารือก่อนตัดสินใจจะน้อยลง และแต่ละคนจะมีส่วนรับผิดชอบที่ใหญ่ขึ้น” หวัง กล่าว

ผู้ที่ได้รับผลกระทบในรอบนี้มาจากหลายฝ่าย ทั้งทีม FAIR (หน่วยวิจัยเอไอ), ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และทีมโครงสร้างพื้นฐานที่ดูแลศูนย์ข้อมูลและฮาร์ดแวร์เอไอ โดยเมตาระบุว่าจะพยายามหาตำแหน่งงานอื่นให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างภายในบริษัท ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจะได้รับอีเมลแจ้งภายในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ

ขณะที่หน่วย TBD ซึ่งเป็นทีมหลักในการพัฒนาซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ หรือเอไอที่มีศักยภาพเหนือสมองมนุษย์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากการปลดพนักงานครั้งนี้ และยังคงเปิดรับผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอเพิ่มเติม

เดินหน้าโครงการซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ต่อ

การปรับลดครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของงานวิจัยเอไอ แต่เป็นการปรับทีมให้คล่องตัวขึ้นเพื่อเดินหน้าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมตา ยืนยันว่า ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ยังคงเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของบริษัท โดยเมตาได้ทุ่มงบอย่างมากในปีนี้เพื่อเสริมศักยภาพด้านเอไอ หลังจากช่วงต้นปีบริษัทประสบปัญหาการพัฒนาโมเดลช้ากว่าคู่แข่งอย่าง OpenAI, Google และ Microsoft

ในเดือนมิถุนายน ซักเคอร์เบิร์กได้ลงทุนกว่า 14.3 พันล้านดอลลาร์ในบริษัทสตาร์ตอัปด้านเอไอชื่อ สเกล (Scale) ซึ่งก่อตั้งโดยอเล็กซานเดอร์ หวัง ก่อนจะดึงทีมงานระดับหัวกะทิจากสเกลมาร่วมงานในหน่วยซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ของเมตา

นอกจากนี้ เมตายังใช้เงินอีกหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อดึงตัวนักวิจัยชั้นนำจาก OpenAI, Google และ Microsoft พร้อมเสนอค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์ให้กับผู้เชี่ยวชาญบางราย

ปรับโครงสร้างใหม่ แบ่งออกเป็น 4 หน่วยงาน

ในเดือนสิงหาคม ซักเคอร์เบิร์กได้ปรับโครงสร้างของหน่วยซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. FAIR – หน่วยงานวิจัยพื้นฐานด้านเอไอ
  2. Superintelligence – ทีมพัฒนาเทคโนโลยีเอไอขั้นสูง
  3. Products – ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
  4. Infrastructure – ทีมสนับสนุนด้านศูนย์ข้อมูลและฮาร์ดแวร์

หลังจากการปรับโครงสร้างดังกล่าว มีรายงานว่าพนักงานหลายคนในหน่วย FAIR พยายามย้ายเข้าทีมของหวัง เนื่องจากเขาเป็นผู้ที่ซักเคอร์เบิร์กมอบอำนาจให้ดูแลทิศทางหลักของโครงการซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างเกิดขึ้นในช่วงที่การแข่งขันด้านเอไอทวีความรุนแรง ตั้งแต่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ทำให้บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเร่งพัฒนาแชตบอตและโมเดลภาษาใหม่อย่างต่อเนื่อง

เมตาเคยได้รับความสนใจจากการเปิดตัวโมเดลเอไอแบบโอเพนซอร์สชื่อ “ลามา (Llama)” แต่ความก้าวหน้าของบริษัทกลับชะลอตัวในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา จนต้องเร่งจ้างบุคลากรเพิ่มเติมและปรับกลยุทธ์ใหม่

ตัดการเชื่อมต่อ ChatGPT จาก WhatsApp

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือ เมตาประกาศเมื่อ 19 ตุลาคม ว่าจะตัดการเข้าถึงแชตบอตของบริษัทอื่น เช่น ChatGPT ของ OpenAI ออกจากแอป WhatsApp ภายในปีหน้า โดยให้เหตุผลว่า ฟีเจอร์แชตสำหรับธุรกิจถูกนำไปใช้เกินขอบเขตที่ออกแบบไว้สำหรับบริการลูกค้า

OpenAI ได้ออกมาโต้แย้งคำชี้แจงของเมตา โดยระบุว่าผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงพอใจกับบริการ “1-800-CHATGPT” บน WhatsApp

เควิน ไวล์ (Kevin Weil) รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ OpenAI โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ยากจะเชื่อว่าเมตาจะปิดบริการ 1-800-CHATGPT ซึ่งมีผู้ใช้หลายล้านคน หากคุณเป็นหนึ่งในนั้น คุณสามารถย้ายการสนทนาไปยังแอป เว็บไซต์ หรือเบราว์เซอร์ของเราได้”

อ้างอิง: The New York Times