วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

“เอไอเอส” ขยับแรง!! ขวางดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” ยื่นหนังสือปธ.บอร์ด กสทช!!!

“เอไอเอส” ขยับแรง!! ขวางดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” ยื่นหนังสือปธ.บอร์ด กสทช!!!

“เอไอเอส” ขยับแรง!! ยื่นหนังสือทักท้วงกสทช.พิจารณาดีลควบรวม ”ทรู-ดีแทค” ร่ายยาว ยกข้อกฎหมายชัดเจน ยัน กสทช.ยังคงมีอำนาจติดเบรกควบรวมเต็มที่ ย้ำชัด การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทคก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด และต่อผู้บริโภคอย่างร้ายแรง!!!!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN)ในเครือ AIS  ได้ทำหนังสือถึงประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)เพื่อชี้แจงผลกระทบและผลเสียจากการควบรวมกิจการระหว่าง “ทรูและดีแทค” แล้ว 

“เอไอเอส” ขยับแรง!! ขวางดีลควบรวม “ทรู-ดีแทค” ยื่นหนังสือปธ.บอร์ด กสทช!!!

ยันกระทบตลาด-ผู้ใช้บริการร้ายแรง

ในหนังสือดังกล่าวระบุว่า การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทคก่อให้เกิดผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด และต่อผู้บริโภคอย่างร้ายแรง ทั้งยังขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดสรรคลื่นความถี่ และขัดต่อหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ด้วย เพราะการปล่อยให้เกิดการควบรวม “ทรู-ดีแทค” จะทำให้ตลาดมีการกระจุกตัวสูง ส่งผลเสียต่อการแข่งขัน  

โดยเมื่อพิจารณาค่าดัชนีการแข่งขัน (HHI) ของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ 3 รายในสิ้นไตรมาส 3 ปี 2564 ที่แม้ยังไม่มีการควบรวม ตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประเทศก็มีการกระจุกตัวในอัตราที่สูงมากอยู่แล้ว  หาก กสทช..อนุญาตให้มีการควบรวมธุรกิจก็จะยิ่งทำให้บริษัทใหม่ที่จะเกิดขึ้นมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึงร้อยละ 53 4  ส่งผลต่อค่าดัชนี HHI  หลังการควบรวมมากขึ้นไปอีก ทำให้บริษัทใหม่เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างสมบูรณ์ ส่งผลต่อการแข่งขัน และเข้าข่ายเป็นการครอบงำตลาด  
 

นอกจากนี้ การควบรวมจะเป็นการกีดกันการเข้าสู่ตลาดของผู้แข่งขันรายใหม่ และการเติบโตของผู้แข่งขันรายเล็ก แม้แต่บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติหรือ NT ที่เป็นผู้ให้บริการอยู่ก่อน มีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ก็ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยมาก

“ที่สำคัญการอนุญาตให้ทรู-ดีแทคควบรวมกิจการจะก่อให้เกิดการกระจุกตัวของคลื่นความถี่ ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพราะการจัดสรรคลื่นความถี่ในแต่ละครั้ง กสทช.ได้กำหนดจำนวนคลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถประมูลถือครองได้ หากมีการอนุญาตให้ทารูละดีแทคควบรวมกิจการกัน จะทำให้คลื่นความถี่ย่านต่างๆ ถือครองโดยบริษัทลูกอยู่ภายใต้ความเป็นเจ้าของของบริษัทแม่เดียวกันมีจำนวนที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด” 

ชี้ กสทช.มีอำนาจอนุมัติ-ไม่อนุมัติเต็มที่ 

ในหนังสือของ AWN ยังระบุด้วยว่า กสทช.มีหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาการควบคุมธุรกิจระหว่าง “ทรูและดีแทค” ตามมาตรา 60 แห่งรัฐธรรมนูญฯพ. ศ.2560 ที่บัญญัติไว้ว่า รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิ์ในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน และรัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับผิดชอบ และกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีการมาตรการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ มาตรา 274  ยังกำหนดให้ กสทช. มีหน้าที่โดยตรงในการรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ ดังนั้นเมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งสองมาตราข้างต้น กสทช.จึงมีหน้าที่ในการกำกับดูแลคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ ทั้งยังต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น รวมทั้งการป้องกันไม่ให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ตามมาตรา 60 ดังกล่าว

นอกจากนี้ ในหมวด 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 75 วรรคแรก ยังบัญญัติไว้ด้วยว่า รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซี่งกิจการโทรคมนาคม เป็นกิจการสาธารณูปโภคที่มีความจำเป็นและมีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนรองจากสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เห็นได้จากจำนวนเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันที่มีมากกว่า 120 84 ล้านเลขหมาย มากกว่าจำนวนประชากรที่มีอยู่จำนวน 66. 7 ล้านคน  

ดังนั้นในฐานะองค์กรของรัฐที่เป็นผู้กำกับดูแลคลื่นความถี่ รวมทั้งการให้บริการโทรคมนาคม จึงมีหน้าที่ตามมาตรา 27( 11 ) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี 2553 ในการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน  รวมทั้งป้องกันหรือขจัดการกีดกัน หรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค และจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมตามแนวนโยบายแห่งรัฐ 

สอนมวย กสทช.ดูอำนาจหน้าที่ตัวเอง 

นอกจาก กสทช.จะมีหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติมาตรา 21  พรบ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ 2544 ซึ่งเป็นกฎหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นการเฉพาะที่บัญญัติไว้ว่า การประกอบกิจการโทรคมนาคมนอกจากต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าแล้ว ให้คณะกรรมการกำหนดมาตรการเฉพาะตามลักษณะประกอบกิจการโทรคมนาคมมิให้ผู้รับอนุญาตกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการการโทรคมนาคม  

ด้วยบทบัญญัติกฎหมายข้างต้นทำให้ กสทช.มีหน้าที่นำหลักเกณฑ์ของประกาศป้องกันการผูกขาด พ.ศ 2549 และประกาศควบรวมธุรกิจ 2561 มาใช้ควบคู่กันเพื่อเป็นการกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งในอดีต กสทช.ได้ออกประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมพ.ศ 2549 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้มีการซื้อของธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันไม่ว่าจะทำโดยทางตรง หรือทางอ้อม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก กสทช.

ต่อมาเมื่อ กสทช. พิจารณารายละเอียดประกาศป้องกันการผูกขาดปี 2549 แล้วเห็นว่า ยังไม่ครอบคลุมการควบรวมกิจการได้ทั้งหมด  จึงออกประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการการควบรวมและการถือหุ้นไขว้ในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ 2553 โดยในข้อ 8 และข้อ 9 แห่งประกาศควบรวมธุรกิจดังกล่าว กำหนดห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาต หรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตกระทำการควบรวมกิจการอันส่งผลให้เกิดการครอบงำตลาดที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจากค่าดัชนี HHI ที่วัดจากส่วนแบ่งตลาดของผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายในตลาดก่อนและหลังการควบรวม  

ยันเป็นธุรกรรมที่ไฟเขียวไม่ได้ 

กรณีการควบรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค จึงไม่อยู่ในลักษณะที่กสทช.จะอนุญาตให้มีการควบรวมกิจการกันได้ หากประกาศควบรวมธุรกิจปี 2553 ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากประกาศควบรวมธุรกิจปี 2553 ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปในปี 2561 จากการที่ กสทช.ได้ออกประกาศควบรวมปี 2561 กำหนดให้ กสทช.มีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมได้หรือไม่ตามข้อ 9  ซึ่งกำหนดว่า การรายงานตามข้อ 5 ข้อ6 ข้อ 7 หรือข้อ 8 ให้ถือเป็นการขออนุญาตจาก กสทช.ตามข้อ 8 ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเรื่องมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำอันผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 

“กรณีการรายงานการรวมธุรกิจตามประกาศควบรวมปี 2561 นั้นกำหนดให้เป็นการขออนุญาตเท่านั้น มิได้กำหนดว่า การรายงานการรวมธุรกิจถือว่าได้รับอนุญาตแล้ว  ดังนั้นเมื่อมีการรายงานการควบคุมธุรกิจตามนัยข้อ 5 แห่งประกาศควบรวมปี 2561 แล้ว ถือเป็นการขออนุญาตจาก กสทช.ตามนัยข้อ 8 แห่งประกาศป้องกันการผูกขาดปี 2549 ซึ่งกำหนดว่ากรณีที่ กสทช. เห็นว่าการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกัน อาจส่งผลให้เกิดการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการโทรคมนาคม กสทช.อาจสั่งห้ามการถือครองกิจการได้ ดังนั้นในการพิจารณาการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค กสทช.จึงมีอำนาจและหน้าที่ในการพิจารณา “อนุญาต”หรือ “ไม่อนุญาต” โดยนำหลักเกณฑ์ของประกาศป้องกันการผูกขาดปี 2549 มาใช้ควบคู่กันไปด้วย

 นอกจากนี้ กสทช.มีหน้าที่ในการนำกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้ามาใช้ในการพิจารณา เพราะการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทคนั้น ตามมาตรา 21 พรบ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมปี 2544 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งกำหนดไว้ว่า นอกจากต้องอยู่ในบังคับกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าแล้ว  ให้คณะกรรมการกำหนดมาตรการเฉพาะตามลักษณะการประกอบธุรกิจโทรคมนาคม มิให้ผู้รับอนุญาตกระทำการอย่างใดอันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการกิจการโทรคมนาคม  

“จากบทบัญญัติกฎหมายข้างต้น น่าจะพิจารณาได้ว่า การควบรวมธุรกิจระหว่าง ทรูและดีแทค นั้น นอกจาก กสทช.จะต้องพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคมแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าด้วย  ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงขอให้ กสทช.ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนุญาตการควบรวมธุรกิจระหว่าง ทรูและดีแทคอย่างรอบคอบ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายและป้องกันการกระทำอันก่อให้เกิดการผูกขาด มีอำนาจเหนือตลาด  ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันเพื่อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศและผู้ใช้บริการมากที่สุด”