‘กูเกิล’ เปิด 6 เมกะเทรนด์ เช็คความปลอดภัย ‘คลาวด์’

‘กูเกิล’ เปิด 6 เมกะเทรนด์  เช็คความปลอดภัย ‘คลาวด์’

คลาวด์สาธารณะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจและดิจิทัล ซึ่งตามมาด้วยคำถามที่ว่า ระบบคลาวด์สาธารณะจะมีความปลอดภัยสูงกว่าโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรหรือไม่

การศึกษาเศรษฐกิจดิจิทัลล่าสุดโดยกูเกิล, เทมาเส็ก และเบนแอนด์คอมพานี คาดการณ์ว่า ปี 2564 เศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีมูลค่า 1.74 แสนล้านดอลลาร์ และจะแตะ 3.63 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2568

การเติบโตส่วนใหญ่มาจากธุรกิจที่เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กร รวมถึงการซื้อและบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ไอทีของตนเองและฮาร์ดแวร์อื่นๆ มาเป็นระบบคลาวด์สาธารณะ

เอพริล ศรีวิกรม์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย กูเกิล คลาวด์ แสดงทัศนะว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ชัดเจน นั่นคือ ประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มมากขึ้น ประสบการณ์ของลูกค้าที่พัฒนาไปข้างหน้า การลดลงของรายจ่ายฝ่ายทุน และการย่นเวลาในการนำผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยมีความสำคัญยิ่งในเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อการพิจารณาใช้ระบบคลาวด์ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอาชญากรรมทางไซเบอร์สูงขึ้นกว่า 600% 

ยิ่งแข่งขัน ยิ่งปลอดภัย

ปัจจุบันระบบคลาวด์สาธารณะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจและดิจิทัล ซึ่งก็ตามมาด้วยคำถามที่ว่า ระบบคลาวด์สาธารณะจะมีความปลอดภัยสูงกว่าโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรหรือไม่

สำหรับประเด็นนี้ ขอตอบเลยว่าสูงกว่า แต่ในกรณีที่องค์กรสามารถก้าวทัน 6 เมกะเทรนด์ที่ครอบคลุมข้อได้เปรียบพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบคลาวด์เท่านั้น

เทรนด์ที่ 1: การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) : ทำให้ใครๆ ก็เข้าถึงความปลอดภัยขั้นสูงของระบบคลาวด์ได้ : ระบบคลาวด์สาธารณะดำเนินการในขนาดที่กว้างพอที่จะมอบความปลอดภัยในระดับที่สูงขึ้นได้ ซึ่งมีเพียงไม่กี่องค์กรที่สามารถสร้างระบบเช่นนี้ขึ้นมาเองอย่างเต็มรูปแบบ

เทรนด์ที่ 2: มีการลงทุนในรูปแบบ "มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน" มากขึ้น : การรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุมอาจเป็นเรื่องที่ท้าทาย และองค์กรที่มีโครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรมีหน้าที่สร้างโปรแกรมด้านความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพด้วยตนเอง

ในทางกลับกัน การประมวลผลแบบคลาวด์ได้รับการสนับสนุนจาก “การรับผิดชอบร่วมกัน” มาโดยตลอด ซึ่งหมายความว่าผู้ให้บริการระบบคลาวด์มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ขณะที่ลูกค้ามีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับการกำหนดค่า การคุ้มครองข้อมูล และสิทธิ์การเข้าถึง

เทรนด์ที่ 3: การแข่งขันที่ส่งผลดีต่อการรักษาความปลอดภัยของระบบคลาวด์ : การปรับปรุงฟีเจอร์รักษาความปลอดภัยกำลังขยายขอบเขตและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะระดับโลกแข่งขันกันสร้างและใช้เทคโนโลยีการรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ทำให้การรักษาความปลอดภัยในระบบคลาวด์มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสิ่งที่โครงสร้างพื้นฐานภายในองค์กรทำได้

สร้างภูมิต้านทาน อุดช่องโหว่

เทรนด์ที่ 4: ระบบคลาวด์ในฐานะระบบภูมิต้านทานทางดิจิทัล : ผู้ให้บริการระบบคลาวด์สาธารณะจะส่งมอบการอัปเดตหลายร้อยรายการอย่างต่อเนื่องสำหรับการอัปเดตความปลอดภัยทั้งหมดที่ได้รับแจ้งจากคำขอ ภัยคุกคาม ช่องโหว่ หรือเทคนิคการโจมตีใหม่ๆ

เทรนด์ที่ 5: โครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ทำให้การรักษาความปลอดภัยและการควบคุมการปฏิบัติตามข้อกำหนดเป็นไปโดยอัตโนมัติ : ความได้เปรียบอีกอย่างหนึ่งของระบบคลาวด์เหนือระบบภายในองค์กรก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ ซึ่งกำหนดค่าได้แบบไดนามิกโดยที่บริษัทไม่จำเป็นต้องจัดการฮาร์ดแวร์หรือรับมือกับงานดูแลระบบ

จากมุมมองของความปลอดภัย สิ่งนี้ทำให้องค์กรสามารถระบุและใช้นโยบายความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างชัดเจนเป็นโค้ด รวมถึงตรวจสอบประสิทธิภาพจากส่วนกลางได้เมื่อเวลาผ่านไป

เทรนด์ที่ 6: อัตราความเร็วที่เพิ่มขึ้นของการทำให้ซอฟต์แวร์ใช้งานได้ : เทรนด์สุดท้ายนี้ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ทำให้การทำให้ใช้งานได้และการอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นแบบอัตโนมัติ 

โดยใช้ระบบการรวมอย่างต่อเนื่อง/การทำให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง (CI/CD) ซึ่งมักมอบความปลอดภัยที่สูงขึ้นและการอัปเดตที่รองรับโดยเวอร์ชันผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่สอดคล้อง ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในวงกว้างโดยที่ยังเปิดโอกาสให้มีการย้อนกลับอย่างรวดเร็วตามความจำเป็น