background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

AMD เปิดความท้าทายที่เหล่า CIO ใน เอเชียแปซิฟิก ต้องเผชิญ!!!

AMD เปิดความท้าทายที่เหล่า CIO ใน เอเชียแปซิฟิก ต้องเผชิญ!!!

AMD เปิดความท้าทายที่ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีในเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญ ระบุ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีปัจจุบัน อยู่ในตำแหน่งที่มีความท้าทาย จากการดำเนินธุรกิจที่ผันผวนสูง ซึ่งคงเลี่ยงไม่ได้ ต้องปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของเทรนด์นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลง

AMD เปิดบทวิเคราะห์ความท้าทาย CIO ในโลกยุคใหม่ ยกข้อมูลของ Deloitte ระบุว่า “ในกลุ่มประเทศอาเซียน 6 ประเทศ (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, ไทยและเวียดนาม) มีผู้คนมากถึง 47.8 ล้านคนที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการทำงานให้สามารถทำจากที่ใดก็ได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” ดังนั้นการสร้างรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดให้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน จึงเป็นความท้าทายที่ CIO และ หัวหน้าฝ่ายไอที ทั่วทั้งภูมิภาคจะต้องเผชิญ

ข้อมูลจาก IDC ระบุว่ามีการคาดการณ์การใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่า “ในปี 2564 จะมีการเติบโตขึ้นมากกว่า 4.9% หรือคิดเป็นมูลค่า 924,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะสูงขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2567” จากการประเมินโดยคุณแดเนียล คัม ผู้อำนวยฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ (DCI) และการจัดการผลิตภัณฑ์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Lenovo พบว่า “การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในด้าน ICT นั้นเป็นสัญญาณของความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในด้านเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะเป็นส่วนประกอบสำคัญของความสำเร็จในองค์กรต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

คุณแดเนียลอธิบายเพิ่มเติมว่า “ในขณะที่บริษัทต่างๆ เปลี่ยนไปเป็นศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ ขั้นตอนสำคัญคือการนำอุปกรณ์ที่มีความชาญฉลาดมากขึ้นและโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตอบสนองความต้องการในอนาคตมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ”

เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้ การที่จะก้าวล้ำหน้าในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยี จะต้องคำนึงถึงพื้นฐาน 3 ประการ คือ 1. การใช้ประโยชน์และการติดตามเทรนด์ด้านเทคโนโลยี เช่น 5G  2. การพิจารณาโซลูชั่นที่ช่วยให้ประหยัดพลังงาน และ 3. การลงทุนในด้านความปลอดภัย
 

อเล็กซี่ นาโวโลคิน ผู้อำนวยการฝ่ายขายเชิงพาณิชย์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประเทศญี่ปุ่น AMD ยักษ์ในอุตสาหกรรมชิพโลก กล่าวในประเด็นเหล่านี้ โดยระบุว่า  ก่อนจะเจาะลึกรายละเอียดในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ขั้นแรก เราควรต้องทำความเข้าใจถึงความท้าทาย 2 ประการที่ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีต้องเผชิญในปัจจุบัน

เปิดความท้าทายที่ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีในเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญ

การเชื่อมต่อการทำงานจากที่ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว มีประสิทธิภาพและมีการป้องกันอย่างดี  แม้ว่าการทำงานจากที่ต่างๆ จะพบเห็นได้ทั่วไปในองค์กรปัจจุบัน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นหากมองย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2563 เมื่อ CIO ต้องเผชิญกับกับความท้าทายครั้งใหญ่จากการที่พวกเขาต้องมาเป็นผู้นำเพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การเปลี่ยนแปลงทั้งองค์กรสู่การทำงานได้จากที่ต่างๆ สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลให้กับ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีทั่วทั้งภูมิภาคในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในกรอบเวลาที่เร่งเข้ามา เพื่อให้องค์กรมีรูปแบบการทำงานที่คล่องตัว มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยจากที่ต่างๆ
 

ภูมิทัศน์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงไปสู่การทำงานจากที่ใดๆ ก็ได้ เป็นเพียงหนึ่งในความท้าทายมากมายที่ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีต้องเผชิญนับตั้งแต่เกิดการระบาด การระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในครั้งนี้ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางธุรกิจในปัจจุบันให้กลายเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง

คุณแดเนียลวิเคราะห์ว่า “ข้อมูลคือสกุลเงินใหม่ และผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านไอทีก็คือนายธนาคารคนใหม่ ในขณะที่การทำงานแบบแบบไร้สัมผัส (contactless) และการทำงานจากที่ใดก็ได้เติบโตขึ้น ทุกองค์กรไม่ว่าจะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมใดในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ การสร้างอุปกรณ์และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความชาญฉลาดมากขึ้นจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อคเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นให้กับทุกคน”

เทคโนโลยี นวัตกรรม และเทรนด์การนำมาใช้ประโยชน์ (5G)

ผู้บริหาร AMD กล่าวต่อว่า เพื่อให้องค์กรแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีที่มากขึ้น CEO และผู้นำองค์กรธุรกิจเชื่อว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญ แนวความคิดนี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น แต่เป็นเรื่องปกติของธุรกิจชั้นนำระดับโลก จากบทความของ Deloitte Insight ที่เผยแพร่ในเดือนเมษายน ปี 2563 แสดงให้เห็นว่า CEO ต่างกำลังมองหา CIO ที่จะมาเป็นพันธมิตรกลยุทธ์ทางธุรกิจ ดูแลองค์กรผ่านวัฎจักรของการเปลี่ยนแปลงและปัญหาต่างๆ ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งบ่งชี้ได้ว่า CEO ต่างตระหนักรู้ว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือหนทางในการพัฒนาธุรกิจให้เดินไปข้างหน้า

ดังกล่าวไว้ข้างต้นว่า CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีในปัจจุบันนั้นอยู่ในตำแหน่งที่มีความท้าทายที่มีเอกลักษณ์อันเนื่องจากการดำเนินธุรกิจที่มีความผันผวนสูง ซึ่งคงเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องมีการปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของเทรนด์นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้มีความเป็นต้องติดตามเทรนด์ของเทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจขององค์กร เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ CIO ในปัจจุบันต่างตระหนักดีถึงศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญของระบบคลาวด์ ไฮบริดคลาวด์และเทคโนโลยี edge computing ในส่วนของ 5G ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมาใหม่ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่ CIO สามารถนำมาพิจารณาใช้ประโยชน์ได้

โอกาสในการสร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญของเทคโนโลยี 5G: จากรายงานของ STL Partners ที่สนับสนุนโดยบริษัท Huawei เปิดเผยว่า คุณประโยชน์ของเทคโนโลยี 5G สามารถสร้างผลกำไรมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับอุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ ได้ในปี 2573 ไม่ใช่แค่ในตลาดผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงตลาดอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง ด้วยเทคโนโลยี 5G ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมจะสามารถให้บริการและจัดการเครือข่ายที่กำหนดเองได้ในลักษณะเดียวกับระบบคลาวด์ ด้วยความสามารถในการปรับขนาด กำหนดพารามิเตอร์ (เช่น เวลาแฝง) และการเพิ่ม ฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มเติม (เช่น ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย) ทำให้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 เทคโนโลยี 5G จะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ

ด้วยประสิทธิภาพของเทคโนโลยี 5G ข้างต้น ทำให้การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G สามารถสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ทางใหม่ให้กับองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดรูปแบบการใช้งานใหม่ ๆ ที่ถ้าใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่สามารถที่จะขยายธุรกิจได้ เช่น ในด้านค้าปลีก เทคโนโลยี 5G สามารถนำมาใช้เพื่อให้ประสบการณ์ในด้าน AR/VR แก่ลูกค้า และเครือข่าย IoT ขนาดใหญ่สำหรับการติดตามและจัดการสินทรัพย์

ประสิทธิภาพการใช้พลังงานไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่มันคือการเดินทาง เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบคลาวด์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความต้องการด้านการจัดการประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุปกรณ์ต่าง ๆ และเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มมากขึ้น ดาต้าเซ็นเตอร์ในองค์กรระดับชั้นนำเริ่มมองเห็นความจำเป็นในการลดขั้นตอน โดยต่างมองหาโซลูชั่นนวัตกรรมที่สามารถช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างมีได้ประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้พลังงานลดน้อยลงด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

มองจากด้านการประมวลผล (โปรเซสเซอร์) โปรเซสเซอร์ที่ประหยัดพลังงานจะสามารถลดการใช้พลังงานและก๊าซเรือนกระจก (GHG) ได้ในเวิร์คโหลดที่มีความหลากหลาย และอาจใช้เซิร์ฟเวอร์น้อยลง

การดำเนินงานแบบเชิงรุกในด้านนี้จะมีประโยชน์อย่างมากในระยะยาว นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เมื่อมีการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว องค์กรจะสามารถเห็นผลจากการปรับปรุงได้อย่างชัดเจนจากค่า TCO ที่ต่ำลง

การป้องกันคือกุญแจสำคัญ

ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีความสำคัญ เป็นข้อมูลส่วนตัวและเป็นขององค์กรนั้นๆ เท่านั้น โครงสร้างพื้นฐานที่มีระบบป้องกันภัยไม่แข็งแกร่งอาจทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงจาก ภัยร้ายทางไซเบอร์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบในระดับการผลิตของบริษัทในระยะสั้นเท่านั้น แต่อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในระยาวอีกด้วย เนื่องจากลูกค้าอาจสูญเสียความไว้วางในธุรกิจของคุณ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การรักษาความปลอดภัยในดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีความสำคัญอย่างมากและควรได้รับการดูแลอย่างรัดกุม เพราะเมื่อคุณพูดถึงการรักษาความปลอดภัยในดาต้าเซ็นเตอร์ การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาอย่างแน่นอน

น่าเสียดายที่ธุรกิจส่วนใหญ่ต่างตกเป็นเหยื่อของระบบเดิม ๆ ในอดีต หรือนิยามง่าย ๆ ว่า เป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบไอทีที่ใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย นี่เป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดที่หัวหน้าฝ่ายไอทีจะต้องเผชิญในยุคดิจิทัลปัจจุบัน

นอกจากนี้ IDC ยังยืนยันว่าระบบไอทีเดิมๆ และรูปแบบการทำงานที่ล้าสมัยมีความท้าทายในเรื่องการบำรุงรักษา และขัดขวางความสามารถขององค์กรด้านไอทีในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริษัทที่ไม่ได้จัดตั้งขึ้นมาในยุคดิจิทัล ในการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล

องค์กรธุรกิจควรมีความเข้าใจว่าการปกป้องแอพพลิเคชั่นและข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์หรือบนระบบคลาวด์นั้นขึ้นอยู่กับเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ระบบสตอเรจ และโครงสร้างพื้นฐานของระบบเครือข่าย ถึงแม้ว่าผมจะเน้นย้ำเสมอว่าการป้องกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็มีความต้องการในระดับการป้องกันที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับกิจกรรมของธุรกิจนั้นๆ เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับผู้นำในการประเมินกิจกรรมการดำเนินงานทางธุรกิจในแบบภาพรวม จำนวนข้อมูลที่จะจัดเก็บ การประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเหมาะสมกับธุรกิจนั้นๆ

บทสรุป

เป็นเรื่องชัดเจนว่านวัตกรรม การริเริ่มโซลูชั่นการประหยัดพลังงาน การพัฒนาฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และอื่น ๆ อีกมากมาย เป็นวิธีที่ CIO สามารถนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จได้ ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีการลงทุนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงองค์กรขนาดใหญ่มักจะมีทุนในการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจและกิจกรรมการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงทีมากกว่าองค์กรขนาดเล็กที่มีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างเข้มงวด

ธุรกิจต่าง ๆ กำลังจัดสรรเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อ “เปิดโลกทัศน์” ซึ่งในขณะที่พวกเขาพยายามปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่มีความผันผวนอย่างมาก และไม่สามารถคาดเดาได้ในปัจจุบัน และทำให้ทรัพยากรเหลือไม่มากนักสำหรับการลงทุนในด้านนวัตกรรม แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้และเป็นเรื่องที่จำเป็นในหลาย ๆ กรณี แต่ CIO และหัวหน้าฝ่ายไอทีควรศึกษาและติดตามเทรนด์ด้านเทคโนโลยีต่อไป เพื่อให้สามารถนำมาผสมผสานเข้ากับการดำเนินงานในธุรกิจได้เมื่อมีความพร้อม