เมื่อการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ถูกจำกัดแค่ฟาร์ม ตลาดนัด หรือซูเปอร์มาร์เก็ต แต่กลับก้าวไปอีกขั้นเสมือนการสั่งซื้อสินค้าหรือการพรีออเดอร์ที่ส่งตรงถึงบ้าน ผ่านช่องทางการขายรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถ "ร่วมเป็นเจ้าของผลผลิต"
ด้วยการจับจองตั้งแต่ยังไม่เริ่มพรวนดินเพาะปลูก ทั้งเกษตรกรและผู้ซื้อสามารถช่วยเหลือและดูแลผลผลิตไปด้วยกัน บนแพลตฟอร์มที่ชื่อ “ฟาร์มโตะ” (FARMTO)
ฟาร์มโตะ เป็นสตาร์ทอัพด้านเกษตร เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไอที ที่มองเห็นปัญหาของการขายสินค้าการเกษตร ที่เกษตรกรไม่รู้ว่าจะไปขายที่ไหน ขายใคร อีกทั้งราคาก็เป็นไปตามราคาตลาด ทั้งที่เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม จึงสนใจแก้ปัญหาและช่วยเกษตรกรให้อยู่รอดได้ จึงเริ่มต้นจากการใช้เฟซบุ๊คเป็นช่องทางแรกในการขายออนไลน์
เชื่อมใจคนกินกับคนปลูก
"หลังจากดำเนินกิจการได้สักพักก็พบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ไม่สามารถการันตีราคาให้กับเกษตรกร จึงคิดค้นวิธีที่จะทำให้สามารถล็อกราคาได้ผ่านฟังก์ชั่นที่เรียกว่า “การแบ่งปันผลผลิต” คือการที่ผู้บริโภคสามารถซื้อผลผลิตได้ตั้งแต่เริ่มปลูก ประกอบกับตอนนั้นแนวคิดการทำธุรกิจแบบสตาร์ทอัพกำลังเข้ามา ซึ่งข้อดีคือการนำเทคโนโลยีมาช่วยแค่ปัญหา ลดต้นทุน ลดแรงงาน และทำให้โมเดลธุรกิจสามารถทำซ้ำและขยายตัวได้อย่างรวดเร็วตอบโจทย์การดำเนินงานที่วางไว้ จึงขยับสู่เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จนกระทั่งเกิดเป็น “ฟาร์มโตะ” พิชิต พิชิตนภากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ฟาร์มโตะ ไทยแลนด์ จำกัด กล่าว
ฟาร์มโตะเป็นแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซมี 2 ฟังก์ชั่น คือ 1.ซื้อแบบพร้อมส่ง 2.ร่วมเป็นเจ้าของผลผลิต ตั้งแต่วันแรกที่ตกลงซื้อ จนสามารถเก็บผลผลิตได้ ทั้งยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้ตั้งราคาขายผลผลิตด้วยตัวเอง ซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ที่จะสร้างแบรนด์สินค้าในอนาคต ตามมาด้วยการบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย
แบ่งสันปันส่วน 'เงิน' อย่างพอดี
สิ่งที่ฟาร์มโตะทำ คือ เมื่อผู้บริโภคจองผลิตภัณฑ์และชำระเงินผ่านแพลตฟอร์ม ฟาร์มโตะจะโอนเงินครึ่งแรกให้กับเกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการเพาะปลูก และเมื่อถึงระยะเวลากำหนดส่ง เกษตรกรสามารถส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้เอง หากผลิตภัณฑ์ถึงมือลูกค้า ฟาร์มโตะจะโอนเงินส่วนที่เหลือให้เกษตรกร
นอกจากนี้เกษตรกรยังอัพเดตความเป็นไปของฟาร์มตัวเองเสมือนเป็นฟีดเฟซบุ๊ก ผ่านทางแอพฯ ให้ผู้บริโภคเห็นได้อีกด้วย ทั้งนี้ สินค้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายจะเป็นเกรดพรีเมียม เกษตรอินทรีย์กว่า 100 รายการ ทั้งผัก ผลไม้ ธัญพืช สินค้าแปรรูป
โมเดลธุรกิจมีทั้ง B2C ,B2B และ B2B2C ออกแบบบนแนวคิดที่ต้องการให้ทุกฝ่ายวิน-วิน โดย B2C เป็นการส่งตรงสินค้าถึงมือผู้บริโภค B2B เป็นการแมชชิ่งผู้ประกอบการกับพ่อค้าคนกลาง ส่วน B2B2C จะเป็นการนำผลผลิตจากเกษตรกรไปยังผู้ผลิตที่จะนำไปส่งต่อสู่มือผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง อาทิ สินค้าแปรรูป
“เราไม่ได้ตัดพ่อค้าคนกลางออกจากระบบ เพียงแต่ช่วยเกษตรกรดีลกับพ่อค้าคนกลางมากขึ้น ผ่านการให้คำแนะนำทางการตลาด โครงสร้างราคา รวมไปถึงสร้างคอนเทนท์ ถ้ามองง่ายๆ เปรียบเสมือนอาลีบาบาในการทำบิลออเดอร์ว่ามีความต้องการสินค้าประเภทไหน ราคาเท่าไร ให้แมชกับเกษตรกรในระบบ”
สร้างมิติใหม่ฟาร์มเคลื่อนที่
พิชิต กล่าวว่า ความยากของธุรกิจนี้คือ การเข้าถึงผู้ใช้งานทั้งสองฝั่ง โดยฝั่งเกษตรกรจะมีทีม On ground วิ่งหา บวกกับช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ที่จะคอยโปรโมทให้เกษตรเข้ามาลงทะเบียน ส่วนฝั่งผู้บริโภคจะทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียและอีเวนต์ต่างๆ ขณะเดียวกันยังมีเหตุผลทางด้าน “ทุน” ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญ ฟาร์มโตะจึงตัดสินใจขึ้นเวทีพิชชิ่งเพื่อระดมทุนจากโครงการสตาร์ทอัพและธุรกิจเพื่อสังคมต่างๆ ในการหางบประมาณบริหารจัดการแอพฯ ให้เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งล่าสุดได้รับเงินทุนในรอบ Seed-round จากบริษัท สยามวาลา จำกัด
“ส่วนการตอบรับหลังจากดำเนินการได้ 4 ปี แม้ระหว่างทางอาจจะสะดุดไปบ้าง แต่หลังจากลุยเต็มสูบและได้ Funding มาก็กลับมาสู่เส้นทางที่ดีขึ้น ปีนี้โตประมาณ 20% แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายผู้ใช้งานทั้งสองฝั่งที่วางไว้ 3 หมื่นราย ปัจจุบันมีผู้ใช้ประมาณ 2,800 คน แบ่งเป็นเกษตรกร 700 ราย ผู้บริโภค 2,100 คน”
ฟาร์มโตะยังช่วยเหลือเกษตรกรในการทำ Online Business Matching กับหลายประเทศ อาทิ จีน ทั้งยังพัฒนาฟังก์ชั่นให้เช่าเครื่องมือการเกษตรในกลุ่มเกษตรกรผ่าน “ระบบแบ่งปันอุปกรณ์ทางการเกษตร” ลดปัญหาขาดแคลนและเข้าถึงอุปกรณ์ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงปลายไตรมาส 2 ปีนี้
นอกจากนี้ยังมีโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม สำหรับชุมชนแม่ฮ่องสอน ผลักดันสินค้าการเกษตรเข้าสู่ตลาดออนไลน์บนฟาร์มโตะ ช่วยเพิ่มยอดขายภายใต้ชื่อ “ตลาดสดออนไลน์สินค้าชุมชนแม่ฮ่องสอน” โดยได้รับการสนับสนุนด้านสังคมจาก สนง.นวัตกรรมฯ เช่นกัน





