“ไทยคม” พร้อมรับมือดาวเทียมหมดสัญญาสัมปทาน ทั้งการทำ “พีพีพี” และ “การใช้ดาวเทียมต่างชาติ” หลังกฏหมายเปิดเสรีต้นปีหน้า คาดจับมือพันธมิตรต่างชาติไม่เกินกลางปี 2563
ประเด็นการเปิดเสรีดาวเทียมกำลังได้รับความสนใจ เมื่อผู้ให้บริการอย่าง “ไทยคม” มีดาวเทียมที่กำลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอีเอส อยู่ระหว่างทำเงื่อนไขสัญญาหรือทีโออาร์ ตามพ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน (พีพีพี) ดาวเทียมดวงที่ 4,5 และ6 ของไทยคมที่จะสิ้นสุดสัมปทานเดือนในกันยายน 2564 การทำพีพีีพีเป็นมติคณะรัฐมนตรี (มติ ครม.) ในการหาเอกชนมาบริหารจัดการทรัพย์สินดาวเทียมหลังสิ้นสุดสัมปทาน จึงน่าจับตาการเปลี่ยนแปลงและทิศทางของ “ไทยคม” ผู้ที่ให้บริการดาวเทียมรายใหญ่ของไทยนับจากนี้
- เร่งสรุปดีลต่างชาติเปิดบริการใหม่
นายยอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไทยคมสนใจการทำธุรกิจดาวเทียมทั้งในรูปแบบ พีพีพี กับ กระทรวงดีอีเอส และ การใช้ดาวเทียมต่างชาติ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดว่า จะเปิดเสรีดาวเทียมทั้งดวงใหม่ และเปิดให้ดาวเทียมต่างชาติมาขอใช้สิทธิประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ภายในต้นปีหน้า
“ขณะนี้ไทยคม อยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ 2-3 ราย คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ไม่เกินกลางปีหน้า” นายอนันต์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันธุรกิจที่มาจากการให้เช่าวงโคจรดาวเทียมยังอยู่ที่ 80% แต่ในอนาคตไทยคมจะมีสัดส่วนระหว่างธุรกิจดาวเทียม และธุรกิจใหม่ ที่เน้นการให้บริการเป็นโซลูชั่นอยู่ที่ 50:50 โดยเร็วๆ นี้ จะเปิดตัวบริการในรูปแบบบริษัทใหม่ใต้การบริหารงานไทยคมให้ “บริการเช่าโดรนพ่นยาเพื่อการเกษตร” โดรนดังกล่าวไม่เพียงทำแค่หน้าที่พ่นยาแต่จะเก็บข้อมูลการเกษตร เพื่อนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมการเกษตรได้ ทำให้ช่วยลดการพ่นยา ตลอดจนแก้ปัญหาการหาคนมาพ่นยาไม่ได้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา 30%
ขณะเดียวกัน ยังได้เตรียมเสนอรัฐบาลถึงแนวทางในการใช้ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร สำหรับเก็บข้อมูลด้านการเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นประโยชน์ในการนำมาวิเคราะห์และวางแผนการส่งออกพืชผลการเกษตรของประเทศไทยด้วย รวมถึงการให้บริการเครื่องบินไร้คนขับ และ มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า ด้วย
- ทรานส์ฟอร์มรับการเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ไทยคม มองว่า มิติใหม่ของดาวเทียมจะไม่ใช่การให้เช่าวงโคจรสื่อสารเพื่อให้บริการเคเบิลทีวี หรือใช้อินเทอร์เน็ตอีกต่อไป อนาคต “บิ๊กดาต้า” สำคัญต่อการนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ไทยคมจึงเริ่มทรานเฟอร์มองค์กรมา 2-3 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการแบบโซลูชั่นมากขึ้น
ด้านนายปฐมภพ สุวรรณศิริ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการค้า บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ กสทช.เปิดเสรีดาวเทียม ด้วยการให้ต่างชาติขอแลนด์ดิ้งไลท์ในประเทศไทยได้นั้น นับเป็นโอกาสอันดีของไทยคม หากเงื่อนไขหรือการทำพีพีพีของรัฐบาลไม่มีความชัดเจน ไทยคมก็สามารถย้ายลูกค้าไปยังดาวเทียมต่างชาติดวงใหม่ได้ง่ายกว่าการสร้างเองเหมือนแต่ก่อน
- หวั่นคืนคลื่นทำ5จีกระทบลูกค้า
ส่วนประเด็นเรียกคืนคลื่น 3600 เมกะเฮิรตช์ เพื่อทำ 5จี ไทยคม ยืนยันว่า ขณะนี้มีลูกค้าใช้งานอยู่ 10 ล้านครัวเรือน หากเรียกคืนต้องมีผลกระทบ หรือหากให้ขยับคลื่นไปที่ 3700-4200 เมกะเฮิรตช์ ก็เป็นเรื่องยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่าย กสทช. กระทรวงดีอีเอส และ ไทยคมต้องหาทางออกร่วมกัน และมีการจ้างที่ปรึกษาศึกษาผลกระทบก่อนจะเรียกคืนด้วย
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แม้ในสหรัฐเองก็ยังไม่ได้ข้อสรุปในการย้ายลูกค้า หรือ ย้ายคลื่นแต่อย่างใด แต่เรายืนยันว่า เมื่อมีผู้ใช้งานย่อมมีผลกระทบและค่าใช้จ่าย”
นายปฐมภพ กล่าวต่อว่า ในปี 2566 เทคโนโลยีของดาวเทียม จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การให้บริการจะเน้นการบริหารจัดการผ่านซอฟต์แวร์ ดาวเทียมไม่ได้ยิงพื้นที่การให้บริการแบบประจำที่อีกต่อไป
“ดาวเทียมจะสามารถยิงพื้นที่ให้บริการไปที่ไหนในโลกก็ได้ สร้างความยืดหยุ่นในการให้บริการอย่างมาก การเริ่มไปสู่การให้บริการใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย ยกตัวอย่าง การให้บริการเครื่องบินไร้คนขับ หากต้องบังคับให้บินในระยะเดิน 10 กิโลเมตร ต้องใช้คลื่นดาวเทียมในการควบคุม นอกจากนี้ ดาวเทียมยังเป็นส่วนหนึ่งในการผสมผสานเทคโนโลยีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 5จี ด้วย ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ใช้สัญญาณดาวเทียมเฉพาะพื้นที่ห่างไกล สายไฟเบอร์เข้าไม่ถึง”
สำหรับผลประกอบการไทยคมที่ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 1,217 ล้านบาทลดลง 278 ล้านบาท หรือประมาณ 18% จาก 1,495 ล้านบาท เมื่อไตรมาส 2 ปี 2561 เนื่องจากการลดลงของรายได้การให้บริการดาวเทียม
- ขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องดาวเทียม
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ไทยคมได้ขยายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง เช่น ดำเนินธุรกิจโครงข่ายบริการด้านการสื่อสารบนเรือ “นาวา” เป็นระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับการเชื่อมต่อการสื่อสารผ่านดาวเทียมระหว่างเรือ และชายฝั่ง ปัจจุบันเปิดให้บริการกับลูกค้ากลุ่มเรือ Oil&Gas ในอ่าวไทยและทะเลจีนใต้
นอกจากนี้ ยังได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ไชน่า เกรท วอลล์ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น หรือ ไชน่า เกรท วอลล์ผู้จัดสร้างและส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรชั้นนำจากประเทศจีนร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นสำหรับเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ และ BeiDou ระบบพิกัดนำทางด้วยดาวเทียมที่พัฒนาและเป็นกรรมสิทธิ์ของจีน
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของไทยคมสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นก้าวสู่การบูรณาการเทคโนโลยีจากอวกาศสู่ภาคพื้นดินและทางทะเลมาใช้เพื่อต่อยอดดำเนินธุรกิจ


