วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประจิน'สั่งปลัดคนใหม่ เร่งสางปมสัญญา'ไทยคม'

"ประจิน" สั่งปลัด "ดีอี" คนใหม่ตั้งคณะทำงานดูผลตอบแทน-ข้อกฎหมายสัญญาดาวเทียมไทยคม ย้ำเอาข้อกฎหมายเป็นตัวตั้ง พร้อมรายงาน ครม.รับทราบ

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ นางสาววิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดีอีคนใหม่ตั้งคณะทำงานชุดใหม่ เพื่อตรวจสอบดูบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายการให้บริการ ผลประโยชน์ของการต่อสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคมดวงที่ 6 ที่กำลังหมดสัญญาสัมปทานว่า เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการพิจารณามากที่สุด รวมทั้งต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการพิจารณาการดำเนินการของดาวเทียมดวงที่ 7 และ 8 ซึ่งดำเนินการในลักษณะขอใบอนุญาต ซึ่งมีคำถามว่า จะถูกต้องตามกฎหมายอยู่หรือไม่ โดย ครม.รับทราบผลการดำเนินการที่ผ่านมา และสั่งให้กระทรวงดีอีดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อกฎหมาย

สั่งปลัดใหม่ดูข้อก.ม.ดาวเทียม

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการทักท้วงว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัมปทานที่ออกให้ตามใบอนุญาต 6% ทำให้รัฐขาดรายได้ จึงควรเก็บค่าธรรมเนียมรูปแบบสัญญาสัมปทานตามเดิม ซึ่งจะทำให้ไทยคมเสียค่าธรรมเนียม 20.5 % พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า ต้องมีฝ่ายกฎหมายเข้ามาดูเรื่องนี้ เพราะมีความซับซ้อนมาก และเกรงว่าจะกระทบต่อประชาชน ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าควรต้องเจรจากันเพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย แต่ ครม.ยืนยันว่า ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงดีอีต้องดำเนินการตามกฎหมาย

“เราต้องเอากฎหมายเป็นตัวตั้ง และเอารายละเอียดการดำเนินการที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มสัมปทานเมื่อปี 2535 มาตรวจสอบดูถึงข้อตกลง และต้องดูเรื่องของเจตนาว่ามีอะไรบ้าง เราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด ส่วนจะเรียกเก็บย้อนหลังตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบใบอนุญาตเลยหรือไม่ ก็ต้องดูกฎหมายทั้งหมดก่อน ผมได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการของดีอีมาหารือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และถูกต้องตามกฎหมายแล้ว และได้รายงานความก้าวหน้าให้ครม.ทราบเป็นระยะ โดยผมได้มอบหมายให้ปลัดคนใหม่ตั้งคณะทำงานชุดใหม่ ตรวจสอบดูบริบทที่เกี่ยวข้องทั้งกฎหมายการให้บริการ ผลประโยชน์ คาดว่าสัปดาห์หน้าคณะทำงานชุดดังกล่าวจะมีข้อเสนอมาให้ผมได้สั่งการ และรายงานต่อนายกฯได้ภายในต้นเดือนธ.ค. และตั้งใจให้แล้วเสร็จไม่เกินเดือน ก.พ.2560”

เดินหน้า ‘เน็ตหมู่บ้าน’

ส่วนความคืบหน้าดำเนินการโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ก่อนหน้านี้ คาดว่าจะเริ่มต้นโครงการได้ช่วงกลางปี 2559 แต่เมื่อยังเริ่มต้นไม่ได้ก็ต้องมาดูปัญหา เพื่อแก้ไขให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีปัญหาความซ้ำซ้อนในเรื่องของพื้นที่ แต่จากการประชุมครั้งล่าสุดเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบยืนยันไม่มีที่ซ้ำซ้อน

“คณะกรรมการเตรียมความพร้อมดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม เห็นชอบให้โอนงบประมาณในโครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้านบาท ให้ บมจ.ทีโอที ดำเนินการ และส่วนที่เป็นเคเบิลใต้น้ำอนุมัติให้ บมจ.กสท โทรคมนาคม หรือแคท ดำเนินการ ทั้ง 2 ส่วนนายกฯ ตั้งคณะทำงานโดยมีปลัดกระทรวงดีอี เป็นประธาน จากนั้นกำหนดแนวทางและติดตามความพร้อม โดยจะเริ่มประชุมสัปดาห์หน้า”

เผยเหตุผลเด้ง “ทรงพร”

ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ย้ายนางทรงพร โกมลสุรเดช พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดีอีนั้น พล.อ.ประยุทธ์ระบุในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า เป็นการปรับย้ายเพื่อให้เกิดความเหมาะสม มีประสิทธิภาพการทำงาน และยืนยันว่า นางทรงพรไม่มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตหรือประพฤติไม่ชอบ อาจเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้การทำงานมีความพร้อมมากขึ้น

“ในระยะหนึ่งปีที่ผ่านมา นายกฯ คาดหวังให้กระทรวงดีอี เดินหน้าตามภารกิจในวาระที่วางไว้ เพื่อให้เป็นความหวังของรัฐบาลและประชาชน แต่เมื่อยังไม่บรรลุผลจึงทดลองเปลี่ยนหัวหน้าทีม และอยากให้โอกาสนางสาววิไลลักษณ์ ปลัดคนใหม่ ได้ลองทำงาน”

เมื่อถามว่า ฟางเชือกสุดท้ายที่ทำให้ย้ายนางทรงพร พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงดีอี เพราะไม่เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงานโชว์เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมระดับโลกหรือไม่ พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะถ้าใครอยู่ในที่ประชุมจะรู้ว่า เขาไม่เคยตำหนินางทรงพรเลย แต่มีเรื่องที่ค่อนข้างจะห่วงใย คือ เรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่วงนี้การประชาสัมพันธ์เรื่องต่างๆ อยู่ในช่วงอ่อนไหว ก็ให้มีปรับเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้เบาลงตามเหตุการณ์

“ยอมรับว่า มีความเป็นห่วงที่จะกระทบ คืออุตส่าห์กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ การจัดระดับชาติ และระดับโลก แต่การประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้เพราะช่วงนี้ไม่เหมาะ กำหนดเป้าหมายไว้ 1 แสนคนก็ไม่ได้ เราก็รู้สึกว่าตึงๆ นิดหน่อย และเกรงว่าจะเสียเงินโดยไม่ได้รับอะไร จึงปรับกลยุทธ์ตรงนี้ แต่ไม่เคยกระทบกระทั่งกับบุคคล”

เล็งสรุปไทยคม7-8เข้าสัมปทาน

สำหรับประเด็นดาวเทียม ก่อนหน้านี้ นักวิชาการ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอให้ดาวเทียมไทยคม 7 ซึ่งยิงขึ้นสู่วงโคจรไปเมื่อปี 2555 และดาวเทียมไทยคม 8 ซึ่งยิงขึ้นสู่วงโคจรไปเมื่อช่วงปลายเดือนพ.ค.2559 กลับไปอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิม คือต้องจ่ายค่าสัมปทาน 20.5% ต่อปี ไปจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2564

ทั้งนี้ เดิมกิจการดาวเทียมอยู่ในระบบสัญญาสัมปทาน โดยมีอายุสัมปทาน 30 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2534-2564 มีกระทรวงไอซีทีทำหน้าที่เก็บค่าสัมปทานอัตรา 20.5% ต่อปี และเป็นผู้จองวงโคจรให้ตั้งแต่ต้น แต่ต่อมามี พ.ร.บ.กสทช. กำหนดให้ผู้ประกอบการดาวเทียมจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแทนในอัตรา 2% ต่อปี และจ่ายเข้ากองทุนยูเอสโออัตรา 3.75% ต่อปี ทำให้รัฐบาลได้รายได้จากกิจการดาวเทียมน้อยลง

ชี้ “รัฐ” ต้องได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาไม่สามารถให้กิจการดาวเทียมกลับมาสู่ระบบสัมปทานได้ ก็มีทางเลือกให้กระทรวงดีอีไปกำหนดเงื่อนไขใหม่โดยทำสัญญาเป็น Deed of Agreement เพื่อ กำหนดเงื่อนไขให้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงต้องเปิดให้บริการกับภาครัฐด้วย เพื่อให้รัฐได้ผลประโยชน์ไม่น้อยกว่าค่าสัมปทานที่เคยได้รับ โดย พล.อ.อ.ประจิน มองว่า รัฐบาล ไม่ได้มองเพียงเรื่องรายได้ที่เข้ารัฐอย่างเดียวกัน แต่มองถึงเรื่องความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยใช้งานในกิจการดาวเทียม เพราะเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร

ดังนั้น รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่า กิจการดาวเทียมควรจะเป็นสิทธิของหน่วยงานใดกำกับดูแล ซึ่งอาจเป็นได้หลายแนวทาง ทั้งแนวทางที่รัฐบาลคุมเอง, การทำร่วมกับเอกชน หรือ อาจจะเป็นการทำสัญญาเป็น Deed of Agreement โดยต้องดูข้อมูลที่ได้มาประกอบภายใต้เงื่อนไขรัฐบาลต้องได้ประโยชน์