หัวเว่ยย้ำภาพสมาร์ทโฟนหรู ยึดมิวนิกเปิดตัว "เมท9" ดึงเทคโนฯเอไอช่วยจัดการซอฟต์แวร์ให้ทำงานเร็วขึ้น ปูพรมตลาดเอเชีย-ยุโรป ก่อนขายสหรัฐ
หัวเว่ย เปิดตัว “เมท 9 (Mate9)” สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด ที่เยอรมนี ด้วยราคา 699 ยูโร หรือราว 27,000 บาท ส่วนเวอร์ชั่นพัฒนาร่วมกับปอร์เช ดีไซน์ ราคาอยู่ที่ 1,395 ยูโร โดยเตรียมวางขายใน 12 ประเทศในเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง และจะวางขายที่สหรัฐในลำดับต่อไป
แหล่งข่าววงในระบุว่า หัวเว่ยอาจวางขายเมท 9 ในสหรัฐ เดือน ม.ค. ปีหน้า และน่าจะเป็นการขายทางออนไลน์ ไม่ได้เป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย
ทั้งนี้ การเปิดตัวเมท 9 เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของหัวเว่ย ที่จะขายโทรศัพท์ไฮเอนด์มากขึ้น เพื่อประชันกับคู่แข่งอย่างซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ และแอ๊ปเปิ้ล อิงค์ ในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก ซึ่งเมท9 ใช้อินเตอร์เฟซที่พัฒนาขึ้นเองโดยเฉพาะ โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามาช่วยจัดการแอพพลิเคชั่น ภาพถ่าย และคลิปวิดีโอต่างๆได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ช่วยให้เครื่องทำงานได้เร็ว และเป็นไฮไลต์ใหม่หลังจากเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาเพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในรุ่น "พี9" ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องกล้องคู่ที่ใช้ถ่ายภาพที่มีมิติชัดลึกได้ดี
โดยหัวเว่ย ตั้งเป้าจะเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่สุดของโลกภายใน 5 ปี
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยไอดีซี ระบุว่า หัวเว่ยครองส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก 9.3% ในไตรมาสสาม เป็นรองซัมซุง ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอยู่ 20% และแอ๊ปเปิ้ล 13%
สหรัฐถือเป็นแหล่งตลาดสำคัญสำหรับผู้ผลิตมือถือระดับหรู เพราะเป็นตลาดใหญ่สุดสำหรับสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ แต่หัวเว่ยต้องเจอความท้าทายเพราะโดนสหรัฐแบนโดยอ้างว่ารัฐบาลจีนอาจใช้หัวเว่ยเพื่อสอดแนม ขณะที่หัวเว่ยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ หัวเว่ยผลิตโทรศัพท์รุ่น “เน็กซัส 6 พี” ให้กับกูเกิล และวางขายในสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว แต่หัวเว่ยยังไม่ได้ปล่อยแบรนด์เรือธงของตัวเองสู่ตลาดสหรัฐจนถึงทุกวันนี้
นักวิเคราะห์มองว่าช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองที่ไม่ได้มีบ่อยครั้ง เพราะคู่แข่งอย่างซัมซุงกำลังเจอปัญหา “กาแล็กซี่ โน้ต 7” ที่เปิดตัวออกมาใหม่ และเกิดเหตุไฟลุกไหม้ จนต้องยุติการขายทั่วโลก ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นยอดขายโทรศัพท์ไฮเอนด์ให้กับคู่แข่ง เช่น แอ๊ปเปิ้ล และหัวเว่ย
เดิมทีหัวเว่ยเน้นการขายโทรศัพท์ราคาย่อมเยาในจีน แต่เมื่อไม่กี่ปีหลังสุด หัวเว่ยได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และ ลาตินอเมริกา นอกจากนั้น หัวเว่ยยังเริ่มขายโทรศัพท์ราคาแพงขึ้นเพื่อกระตุ้นกำไรของบริษัทอีกด้วย
ข้อมูลจากไอดีซี ยังระบุว่า เมื่อปี 2556 โทรศัพท์ของหัวเว่ยที่มีราคาเกิน 400 ดอลลาร์ หรือราว 14,000 บาท มีอยู่เพียง 3.5% ของโทรศัพท์ทั้งหมด แต่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 13% เมื่อช่วงครึ่งแรกของปีนี้
หัวเว่ย เน้นย้ำถึงความแพงของโทรศัพท์รุ่นเรือธง ด้วยการชูฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ชิพประมวลผลที่ออกแบบในประเทศจีน และกล้องที่ร่วมพัฒนากับไลก้า คาเมรา บริษัทกล้องชื่อดังสัญชาติเยอรมนี


