สพธอ.เร่งดันร่างยุทธศาสตร์อีคอมเมิร์ซ 5 ปีเป็นรูปธรรม หนุนธุรกรรมออนไลน์โตกว่าเท่าตัว อีคอมเมิร์ซขยายตัวก้าวกระโดด
นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) กล่าวถึงทิศทาง ยุทธศาสตร์ และการจัดทำ(ร่าง)แผนอีคอมเมิรซ์ของประเทศไทยในอีก 5 ปี ข้างหน้า (ปี 2560-2564) ในระหว่างเปิดงาน อีคอมเมิร์ซวีคว่า ทิศทางการเติบโตของอีคอมเมิรซ์ไทยมีอัตราการเติบโต 10.41% หรือมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท แม้จะเติบโตชึ้นแต่คนไทยยังใช้อินเทอร์เน็ตในการซื้อขายสินค้าน้อยอยู่มาก โดยหัวใจของแผนอีคอมเมิร์ซของประเทศ คือ การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ
ปลดล็อกกม.ที่ไม่จำเป็น
ทั้งนี้ สพธอ.ต้องการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีมีโอกาสทำการตลาดมากขึ้น จึงทำแผนอี-คอมเมิรซ์ 5 ปี รวบรวมความคิดเห็นขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และนำผลการสำรวจการใช้อินเทอร์เน็ตและการทำอีคอมเมิรซ์มาเป็นแนวทางทำแผนฯ มุ่งลดต้นทุนในการใช้อินเทอร์เน็ต ต้นทุนระบบการชำระเงิน ต้นทุนการขายของ ต้นทุนการขนส่ง สร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การรับรองการมีตัวตน ระบบความปลอดภัยในการทำธุรกรรม และคุณภาพของสินค้า รวมถึงการพัฒนากฎหมายให้มีความทันสมัยทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยปลดล็อกระเบียบข้อกฎหมายที่ไม่จำเป็น
“ปัญหาหลักที่พบในการทำอีคอมเมิร์ซ คือ ต้นทุนผู้ประกอบการยังสูงอยู่ ทั้งต้นทุนด้านการชำระเงิน และต้นทุนการขนส่ง หากต้นทุนยังสูงอยู่ราคาสินค้าและบริการจะยังสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ในการพัฒนาอีคอมเมิร์ซไม่มีความชัดเจนว่าอยู่ภายใต้หน่วยงานใด ดังนั้นจึงควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ชัดเจน เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการดูแลและรองรับพันธสัญญากับต่างประเทศ การทำอีคอมเมิร์ซเปลี่ยนไปมาก มีประเด็นที่ต้องคิด เช่น การประชุมจี 20 อาลีบาบา ประกาศจะเป็นแพลตฟอร์มหลักการทำอีคอมเมิร์ซ เราจึงต้องคิดว่าจะดูแลอีมาร์เก็ตเพลสของประเทศไทยอย่างไร” นางสุรางคณา กล่าว
นอกจากนี้ การพัฒนาอีคอมเมิร์ซต้องเตรียมการหลายเรื่อง เช่น การรับมือกับการรุกเข้ามาของต่างประเทศ จุดยืนของอีมาร์เก็ตเพลสของไทย จะอยู่ท่ามกลางมาร์เก็ตเพลสใหญ่ๆ อย่างไร การเตรียมการเรื่องภาษีที่จะเก็บกับผู้ประกอบการ พร้อมกันนี้ สพธอ. ได้จัดงาน “Thailand e-Commerce Week” ระหว่างวันที่ 7-9 ต.ค.นี้ ภายใต้แนวคิด “e-Commerce is all around you” อีคอมเมิร์ซ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางออนไลน์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในเชิงรุก ยกระดับผู้ประกอบการไปถึงคนทั่วไปให้ทำอีคอมเมิร์ซได้ดีและเก่ง ตลอดจนเพิ่มความเชื่อมั่นซื้อขายออนไลน์อย่างมั่นคงปลอดภัย รองรับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล และไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล
อีคอมเมิร์ซปี59โต2.5ล้านล้าน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สพธอ.รายงานภาพรวมอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซประเทศไทยปี 2559 คาดว่าจะเติบโต 12.42% หรือมีมูลค่าสูงถึง 2.52 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นประเภทธุรกิจขายให้ธุรกิจ(บีทูบี) คิดเป็นมูลค่า 1,381,513 ล้านบาท หรือสัดส่วน 54.74% เพิ่มจากปี 2558 ประมาณ 3.50% รองลงมาคือธุรกิจขายให้คอนซูเมอร์(บีทูซี) 729,292 ล้านบาท หรือ 28.89% เพิ่มจากปี 2558 ประมาณ 43% ขณะที่ธุรกิจขายให้ภาครัฐ (บีทูจี) 413,037 ล้านบาท หรือ 16.37% เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 3.21%
อย่างไรก็ดี หากไม่รวมมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐ (e-Auction) จะพบว่า อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าอีคอมเมิร์ซมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง มูลค่า 731,828 ล้านบาท สัดส่วน 34.55% การให้บริการที่พัก 643,033 ล้านบาท 30.35% การผลิต 343,866 ล้านบาท 16.23%
สำหรับปี 2558 อีคอมเมิร์ซ มีมูลค่ากว่า 2.24 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 10.41% ส่วนใหญ่เป็นประเภทธุรกิจขายให้ธุรกิจ (บีทูบี) มูลค่า 1.33 ล้านล้านบาท สัดส่วน 59.45% ส่วนธุรกิจขายให้คอนซูเมอร์(บีทูซี) ประมาณ 5.09 แสนล้านบาท สัดส่วน 22.72% ขณะที่ ธุรกิจขายให้ภาครัฐ (บีทูจี) 4 แสนล้านบาท สัดส่วน 17.83%
อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่ามากที่สุด 3 อันดับแรก ประกอบด้วย การให้บริการที่พัก 559,697 ล้านบาท สัดส่วน 30.21% รองลงมาคือค้าปลีกและค้าส่ง 536,725 ล้านบาท 28.97% การผลิต 428,736 ล้านบาท 23.14%
เมื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้นในรายละเอียด พบว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ซึ่งรวมมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐ มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซยังคงเป็นธุรกิจที่น่าจับตามอง
ไทยก้าวสู่ผู้นำภูมิภาค
นอกจากนี้ มีผู้สนใจลงทุน ค้าขาย รวมถึงใช้บริการจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะมูลค่าอีคอมเมิร์ซแบบบีทูซี มากกว่านั้นเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลสถิติใน 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สิงค์โปร์ และอินโดนีเซีย พบว่าเชิงมูลค่าในภาพรวมไทยกำลังก้าวเป็นผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซของภูมิภาค แต่ประเมินแบบต่อหัวต่อยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย
อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยหลัก ได้แก่ การเติบโตของโมบาย การพัฒนาทางเทคโนโลยีซึ่งก่อให้เกิดรูปแบบการสื่อสาร เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ปัจจัยด้านนโยบายของภาครัฐที่พยายามขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขยายตลาดอีคอมเมิร์ซสู่อาเซียนและตลาดโลก ผนวกกับกลไกด้านราคาและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น
รวมถึงปัจจัยด้านรูปแบบการทำธุรกรรมทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว(ฟินเทค) ซึ่งส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าและเป็นไปมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นเอนี่ไอดี พร้อมเพย์ การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์




