สรส.ร่วมจัดเสวนาหาทางออกทีโอที-กสทฯ รับปากพร้อมช่วยเสนอแนวทางแปรรูปส่งถึงมือนายกฯ ขณะที่นักวิชาการประสานเสียง มติคนร.ให้ตั้ง 3 บริษัทใหม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (24 ส.ค.) ที่บมจ.กสท โทรคมนาคม สำนักงานใหญ่ ถ.แจ้งวัฒนะ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) จัดเสวนาเรื่อง “ผ่าแผนโทรคมของชาติ แคท-ทีโอทีวิกฤติหรือ โอกาส?...ประเทศไทย” ภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) มีมติให้ทีโอทีและกสทฯ เร่งแปรรูปบริษัท และให้ตั้งบริษัทลูกดำเนินงานร่วมกัน 3 บริษัท โดยการเสวนามีพนักงานจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และพนักงาน บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เข้าฟังสัมมนาเกือบ 1,000 คน
นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกสทฯ กล่าวว่า ปัญหาเกิดจากกระทรวงการคลังตั้งบอร์ดมาจากบุคคลที่เป็นนักการเมือง นักวิชาการ อัยการ ทั้งที่ผู้ใหญ่เห็นว่าสัมปทานใกล้หมด ทำไมบอร์ดถึงไม่ทำอะไร กระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที ไม่เคยเหลียวแลรัฐวิสาหกิจ ถามว่าให้บริษัทเก่าเป็นผู้ค้าปลีกและไปเช่าทรัพย์สินบริษัทใหม่ไปขาย บอกเลยว่าทำไม่ได้ ทีโออาร์ตก ตายตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแล้ว
“ปกติมีแค่ 2 บอร์ด ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง นี่จะเพิ่มอีก 3 บอร์ดจะรอดไหม แล้วถ้าไม่รอดใครจะรับผิดชอบ”
สอดคล้องกับ นายพงศ์ฐิติ ศิลามณี ประธานสหภาพฯ ทีโอที ที่ไม่เห็นด้วยกับมติคนร.พร้อมกับกล่าวว่า ที่ผ่านมาสหภาพฯ ยื่นหนังสือรายงานปัญหาของทีโอทีให้ สคร.ทราบตลอด แต่กลับไม่ได้รับการตอบกลับในการแก้ปัญหา ปัญหาที่แท้จริงของทีโอที คือ การบริหารจัดการที่ไม่ดี หากแยกบริษัทใหม่ออกมา ตอนนี้บอกว่ายังเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่อีก 3 ปี ใครจะรับประกันว่าจะไม่ถูกเปลี่ยน
นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปที่ สรส. จะเข้ามาช่วยเหลือ กสท และ ทีโอที คือ จะทำอย่างไรให้ข้อเสนอคัดค้านตามที่ได้ออกแถลงการณ์ดังกล่าว ส่งไปถึงมือนายกรัฐมนตรี โดยอาจอาศัยเครือข่ายภาคประชาชนในการช่วยขับเคลื่อน ซึ่ง สรส. จะเร่งดำเนินการเร็วนี้ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เนื่องจากส่วนตัวได้ทำการศึกษาในเรื่องดังกล่าวแล้ว พบว่า แม้ทาง คนร. หรือ กระทรวงไอซีที ระบุว่าไม่ใช่การแปรรูป แต่ในรายละเอียดโครงการชี้ชัดว่าเป็นการปฏิรูปชัดเจน และจะทำให้รัฐเสียหาย รวมถึงส่วนตัวยังได้ศึกษาโครงสร้างนโยบายการตั้งบริษัททั้ง 3 บริษัทแล้ว ยังพบว่า ต่างมีทีท่าว่าจะไปไม่รอด จึงอาจเป็นไปได้ว่า เป็นการเตรียมการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอนาคต หรือ ทำให้ล้มเพื่อให้เอกชนเข้ามาซื้อกิจการในภายหลัง
นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.และอดีต สปช.ด้านพลังงาน กล่าวว่า การแก้ปัญหาด้วยการแยกออกมาเป็น 3 บริษัทลูก ดูเหมือนจะแก้ปัญหาหนึ่ง แต่กลับสร้างหลายๆ ปัญหาขึ้นมาหรือไม่ 3 บริษัทใหม่ ไม่ใช่บริษัทลูกของ ทีโอที และ กสทฯ เดิม ดังนั้นหากทั้งทีโอทีและ กสท ต้องการทำอะไรต้องมีต้นทุนทำธุรกิจกับ 3 บริษัท ไม่เหมือนการเป็นบริษัทลูกที่สามารถช่วยเหลือบริษัทแม่ได้ ลองคิดดูแค่ต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้บริหารแต่ละปีของทั้ง 2 บริษัทก็มีต้นทุนอยู่แล้ว
จากข้อมูลพบว่า กสท ต้องใช้เงินจ่ายเงินให้ผู้บริหารปี 2555 จำนวน 43.5 ล้านบาท ปี 2556 จำนวน 45ล้านบาท ขณะที่ทีโอที จ่ายในปี 2555จำนวน 40 ล้านบาท ปี 2556 จำนวน 44 ล้านบาท และปี 2557 จำนวน 37 ล้านบาท ดังนั้นหากมีเพิ่มอีก 3 บริษัท กรรมการบริษัทและผู้บริหารก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก
ทั้งนี้ ความจริงผิดมาตั้งแต่มีกฎหมายให้ตั้งสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว ที่มีแนวคิดปล่อยให้เอกชนสร้างโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งจริงๆ เจ้าของต้องเป็นของรัฐ รัฐควรมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเป็นของตนเอง เพราะในพื้นที่ห่างไกล เอกชนไม่ลงทุน มีแต่รัฐเท่านั้นที่ทำได้ อย่างที่รู้กันทรัพย์สินด้านโทรคมนาคมมีมูลค่ามหาศาล จึงทำให้มีกลุ่มทุนเข้ามาครอบงำ แฝงตัวอยู่ในคราบข้าราชการ นักการเมือง อย่างแนบเนียน ยกตัวอย่าง โครงการประชารัฐ คือ โครงการที่เปิดช่องครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ให้กลุ่มประชาชนที่เป็นกลุ่มทุนเข้ามาล้วงลูกนโยบายของรัฐ เช่น โครงการโรงเรียนประชารัฐ เอกชนก็ได้ทำ
ดังนั้นการปฎิรูปรัฐวิสาหกิจ ทีโอที และ กสท ต้องทำอย่างจริงจัง ควรนำคนที่มีความสามารถเข้ามานั่งเป็นบอร์ด ไม่ใช่คนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองมาบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาทั้ง 2องค์กรขาดคนที่มีความสามารถในการปฏิรูปทั้งบอร์ดและฝ่ายบริหาร
นายอนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการตั้งบริษัทแยกออกมาแบบที่ คนร.ทำ เพราะหากแยกทรัพย์สินออกมา ไม่ต้องเดาก็รู้เลยว่าเอกชนรายไหนจะได้ทรัพย์สินไป แต่ควรแก้ด้วยการรีดไขมันออกก่อน และอย่าให้มีนักการเมืองเข้ามาแทรกแซง รวมถึงต้องมีการแก้ไขระเบียบให้ทั้ง 2 องค์กร มีการทำงานคล่องตัวขึ้น ส่วนทรัพย์สินก็ควรนำมารวมกันแล้วตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม จะดีกว่า ขณะที่นายเดชอุดม ก็เห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีใครเขาแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจกันแบบนี้ คนโง่ เท่านั้น ที่ทำ
นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ระบุว่าตามมติคนร.ยังคงยืนยันที่จะเดินแผนแต่ก็เปิดกว้างให้นำเสนอสิ่งที่ดีกว่าได้ โดยนางสาวรสนา กล่าวว่า ฐานะสคร.เป็นผู้ถือหุ้น ก็รู้สึกตกใจที่ ทั้ง 2 องค์กรขาดทุนต่อเนื่อง ผู้บริหารทีโอทีก็บอกว่าปีนี้จะขาดทุน 11,000ล้านบาท ในฐานะเจ้าของก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น สคร.ให้โอกาสในการนำบิสิเนส ยูนิต 6กลุ่มของทั้ง 2 องค์กรมารวมกันแต่ผ่านไป 2ปี ก็ยังทำไม่ได้ คิดว่าทำไปเห็นแววว่าไม่รอดแน่ แต่ยืนยันว่าทั้ง 3บริษัทที่แยกออกมาเป็นรัฐวิสาหกิจแน่นอนตามแนวคิดของนายกรัฐมนตรี





