เทคสตาร์ไทยแลนด์ดอทคอม เว็บหางานไอที เผยผลสำรวจ “คนไอที คิดอย่างไรกับความเป็นแม่ในวันแม่แห่งชาติ” คนไอทีส่วนใหญ่ยังนิยมบอกรักแม่ด้วยตัวเอง
นายจุลเดช มัชฉิมานนท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เทคสตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เว็บไซต์เทคสตาร์ดอทคอมได้สำรวจความคิดเห็นของคนทำงานไอทีอายุ 21 ปีขึ้นไป จำนวน 289 คน หัวข้อ “คนไอที คิดอย่างไรกับความเป็นแม่ในวันแม่แห่งชาติ” แบ่งเป็นหญิง 45% เป็นชาย 54% และอื่นๆ อีก 1% ผู้ตอบแบบสอบถามกลุ่มนี้ มีลักษณะการทำงาน เป็นพนักงานประจำ 78% ฟรีแลนซ์7% สัญญาจ้าง 6% รวมถึงว่างงาน 9% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จัดทำผลสำรวจเฉพาะสำหรับคนไอทีหัวข้อนี้
ผลสำรวจนี้แบ่งคำถามเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกถามถึงการบอกรักแม่ของตัวผู้ตอบแบบสอบถามเองเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้ และส่วนที่ 2 จะเป็นมุมมองของผู้ตอบแบบสอบถามคนไอทีที่มีต่อบทบาทและหน้าที่ของคำว่า “แม่” รวมถึงความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามต่อสวัสดิการที่ต้องการเรียกร้องจากบริษัท รวมถึงข้อกฎหมายที่จะเอื้อประโยชน์ต่อลูกจ้างที่เป็นแม่ในปัจจุบัน
ผลสำรวจในคำถามส่วนแรกพบประเด็นที่น่าสนใจ ถึงแม้กลุ่มคนไอทีจะเป็นกลุ่มคนที่น่าจะคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากที่สุด แต่การแสดงความรักต่อคุณแม่ 2 อันดับแรกยังคงเป็นพฤติกรรมแบบดั้งเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง เมื่อถามว่า คุณเลือกที่จะบอกรักแม่ผ่านช่องทางไหนในปีนี้ คนไอทีส่วนใหญ่เลือกที่จะไปหาท่านเลย คิดเป็น 66% รองลงมาคือ โทรไปหา 46% ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลจากแม่ โดยปัจจัยด้านระยะทางเป็นตัวแปร กล่าวคือ คนที่อยู่ห่างจากคุณแม่ (อยู่คนละจังหวัดหรือคนละประเทศ) เลือกโทรไปบอกรักแม่มากกว่าไปหา
ส่วนที่ 2 ผู้ตอบแบบสอบถามคนไอทีผู้หญิง 80% ไม่ต้องการลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูก เพราะยังต้องการมีรายได้ 76% รองลงมาคือรักงานที่ทำ 19% และต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ 5%
ประเด็นเกี่ยวกับการให้ผู้หญิงลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกพบว่า คนไอทีส่วนใหญ่คิดว่า ไม่ควรลาออกมาเลี้ยงลูกเต็มตัวและควรทำงานไปตามปกติ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความคิดเห็นรองลงมาที่แตกต่างกันระหว่างชายและหญิงกล่าวคือ ผู้ชายจำนวน 1 ใน 3 ต้องการให้ผู้หญิงเลิกทำงานในช่วงเวลาหนึ่งและกลับไปเมื่อพร้อม แต่ผู้หญิง 1 ใน 3 คิดว่า เปลี่ยนไปทำงานประเภทอื่นที่มีเวลามากขึ้นจะเป็นสิ่งที่เธอเลือกมากกว่า
นอกจากนี้ แบบสอบถามยังถามถึงประเด็นที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายแรงงานที่มีต่อลูกจ้างที่เป็นแม่ จากผลสำรวจพบว่า คนที่มีลูกแล้วคิดว่าการกฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างลาคลอดได้ 90 วันเพียงพอแล้ว ขณะที่ลูกจ้างที่ยังไม่มีลูกกลับคิดว่าไม่เพียงพอ และเมื่อถามถึงค่าชดเชยตามกฎหมาย 45 วัน ที่ได้จากการลาคลอด คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่เหมาะสม อีกทั้งผู้ตอบสอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ต้องการให้ออกกฎหมายเพิ่มเติมให้นายจ้างอนุญาตให้ผู้ชายลางานเพื่อช่วยภรรยาหลังคลอดบุตรด้วย
ส่วนความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับนายจ้าง ผลสำรวจพบว่าคนไอทีไม่ว่าจะมีบุตรแล้วหรือไม่ต้องการเรียกร้องให้ลูกจ้างที่เป็นแม่ ยืดหยุ่นเวลาเข้า - ออกงานได้เป็นอันดับหนึ่ง แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างในอันดับ 2 คือคนไม่มีลูกคิดว่าห้องปั๊มนมสำหรับลูกจ้างที่เป็นแม่สำคัญ แต่คนที่มีลูกแล้วกลับมองว่า การมีห้องสำหรับเด็กและพาลูกมาที่ทำงานได้สำคัญกว่า
ส่วนสุดท้ายของผลสำรวจถามถึง “เทคโนโลยีกับการเลี้ยงลูก” 2 อันดับแรกที่ผู้ตอบแบบสอบถามในทุกกลุ่มเลือกที่จะสอนลูกคือ ต้องให้ลูกใช้เทคโนโลยีเมื่อถึงวัยที่เหมาะสมและใช้ในช่วงเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกับต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ไม่ใช้เทคโนโลยีมากจนเกินไปให้ลูกเห็น
“ประเด็นเรื่องวันลาสำหรับผู้ชายเพื่อช่วยภรรยาเลี้ยงลูกหลังคลอดเป็นสิ่งที่พูดถึงกันมานาน กฎหมายปัจจุบันให้สิทธิ์เฉพาะข้าราชการชายลาดูแลภรรยาคหลังลอดบุตรได้ 15 วัน แต่พนักงานองค์เอกชนยังไม่มีกฎหมายรองรับตรงนี้ จากผลสำรวจพบว่า ผู้หญิง 88% เห็นด้วยกับการให้ผู้ชายมีวันลามาช่วยเลี้ยงลูก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีลูกแล้วเห็นด้วยถึง 97% เสียงส่วนใหญ่จากฝ่ายชายเอง 85% เห็นความสำคัญและอยากได้รับสิทธิ์การลางานไปช่วยเลี้ยงลูกเช่นกัน”


