วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไอบีเอ็ม ดัน ค็อกนิทิฟ ปฏิรูปไทยสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”

เทคโนโลยีสุดล้ำชื่อว่า “ค็อกนิทิฟ” ภายใต้แบรนด์ “ไอบีเอ็ม วัตสัน” จากค่าย “ไอบีเอ็ม” มาวันนี้ยิ่งมีความก้าวหน้าจากการนำไปประยุกต์ใช้จริง

ได้ยินได้ฟังกันมาสักพักแล้วสำหรับเทคโนโลยีสุดล้ำชื่อว่า “ค็อกนิทิฟ” ภายใต้แบรนด์ “ไอบีเอ็ม วัตสัน” จากค่าย “ไอบีเอ็ม” มาวันนี้ยิ่งมีความก้าวหน้าจากการนำไปประยุกต์ใช้จริง ไม่เพียงในระดับโลก ประเทศไทยเองเริ่มเห็นความเป็นรูปธรรม โดยยักษ์ฟ้าวางไว้เป็นหนึ่งในตลาดโฟกัส ขณะเดียวกันมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเส้นทางใหม่สู่ความสำเร็จ (New S-Curve) พร้อมขับเคลื่อนประเทศไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”

เดินเครื่องเต็มสูบ
“พรรณสิรี อมาตยกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าพร้อมเต็มที่ที่จะนำเทคโนโลยีค็อกนิทีฟเข้ามาเสริมศักยภาพธุรกิจ รวมถึงภาคการศึกษาในประเทศไทย

“เราจะเป็นไอบีเอ็มโฉมใหม่ ซึ่งจากนี้ไป โซลูชั่นที่ให้บริการทั้งหมดจะใช้เทคโนโลยีค็อกนิทิฟบนคลาวด์แพลตฟอร์ม”

ค็อกนิทิฟ คือแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เข้าใจ วิเคราะห์ และเรียนรู้บริบทที่เกิดขึ้นรอบตัวได้เสมือนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงอารมณ์ การสนทนา ภาพ เสียง ตั้งสมมุติฐาน ให้คำแนะนำ และปฏิสัมพันธ์ได้ในระดับปัจเจกบุคคล นับเป็นมิติใหม่ของระบบวิเคราะห์และประมวลผลบิ๊กดาต้าชั้นสูงซึ่งขับเคลื่อนบนเทคโนโลยีคลาวด์

ไอบีเอ็มมีแผนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อผลักดันให้การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเติบโต มากกว่านั้นชี้ให้เห็นว่าเพียงแค่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล หรือดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นไม่เพียงพอ จำต้องสร้างจุดต่างให้ธุรกิจควบคู่กันไปด้วย

จัดเต็มหลังบ้าน
การทำตลาดของไอบีเอ็มจะอยู่ภายใต้แบรนด์ “ไอบีเอ็ม วัตสัน” โดยผสานความสามารถ 5 แขนง ประกอบด้วย บิ๊กดาต้า และอนาไลติกส์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบที่เข้าใจภาษาธรรมชาติ ภาพและเสียงแบบเดียวกับมนุษย์ พร้อมด้วย ระบบองค์ความรู้และความเข้าใจในบริบทความรู้ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานและหลักการประมวลผลขั้นสูง

ที่ผ่านมา ไอบีเอ็มเสริมศักยภาพแพลตฟอร์มค็อกนิทิฟมาต่อเนื่อง ด้วยงบการลงทุนไม่น้อยกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมไปถึงซื้อกิจการบริษัทอื่นๆ เข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อต่อยอดด้านอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ยกระดับบริการด้านเฮลธ์แคร์ การถอดมุมมองเชิงลึกจากข้อมูลรูปแบบวีดิโอ

นอกจากนั้น ร่วมมือกันพันธมิตรเช่น ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค ซิสโก้ ขยายความสามารถระบบให้พร้อมสำหรับธุรกิจทุกขนาด ทุกอุตสาหกรรม

ไอบีเอ็ม มีแผนเปิดศูนย์นวัตกรรมเต็มรูปแบบในไทย เพื่อนำเทคโนโลยีพร้อมผู้เชี่ยวชาญมาเสริมศักยภาพองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจ ศูนย์ดังกล่าวจะดึงต้นแบบความสำเร็จจากทั่วโลกมาเป็นกรณีศึกษา ครอบคลุมแนวคิดการออกแบบ การพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า และค็อกนิทิฟ ตั้งเป้าเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้

ลุยอีโคซิสเต็มส์ธุรกิจ
เอ็มดีไอบีเอ็มเผยว่า เกือบทุกภาคธุรกิจในไทยให้ความสนใจ และเข้ามาคุยกับไอบีเอ็มเชิงลึกถึงการนำค็อกนิทิฟไปประยุกต์ใช้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและยกระดับการดูแลและบริการลูกค้า

ไทยเป็นประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยีค็อกนิทิฟและมีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน กลุ่มที่ตื่นตัวชัดเจน เช่น อุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร เฮลธ์แคร์ โทรคมนาคม และประกันภัย

ภายใต้ทีมไอบีเอ็ม วัตสัน ของประเทศไทย บริษัทพร้อมรองรับลูกค้าที่สนใจในโซลูชั่น “วัตสัน อนาไลติกส์” และเอพีไอวัตสัน ทั้งเตรียมนำผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคและระดับโลกเข้ามาเสริมความรู้แก่บุคลากร ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ นักพัฒนา สตาร์ทอัพ และผู้ที่สนใจ

บริษัทคาดว่าภายในปีนี้จะพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับค็อกนิทิฟและไอบีเอ็มวัตสันกว่า 2,000 คน

พร้อมกันนี้ มีแผนร่วมมือกับองค์กรธุรกิจชั้นนำในไทยนำค็อกนิทิฟไปต่อยอดธุรกิจยุคดิจิทัล รองรับการแข่งขันในยุคที่ข้อมูลมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งโมเดลธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค

ยกระดับภาคการศึกษา
ที่ผ่านมา ไอบีเอ็มยังได้เข้าไปถ่ายทอดทักษะความรู้ด้านค็อกนิทิฟให้อาจารย์และนิสิต นักศึกษาในสถาบันการศึกษารวม 12 แห่ง สาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารจัดการธุรกิจ ภายในปีนี้มีเป้าหมายทำให้ได้ถึง 2,000 คน

“เราหวังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเอสเคิร์ฟใหม่ พร้อมสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0”

ปัจจุบัน เทคโนโลยีค็อกนิทิฟของไอบีเอ็มได้นำไปใช้ใน 20 อุตสาหกรรม 45 ประเทศทั่วโลก

ไอบีเอ็มคาดการณ์ไว้ด้วยว่า ภาพรวมทั้งตลาดเมื่อถึงปี 2561 ประชากรโลกไม่น้อยกว่า 50% จะใช้บริการที่ผ่านเทคโนโลยีค็อกนิทีฟ

ผนึก ‘ดิจิทัล เวนเจอร์ส’ หนุนฟินเทค
หนึ่งในไฮไลต์ของปีนี้ ไอบีเอ็มร่วมมือกับบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ จัดการประกวดแผนธุรกิจ “ไอบีเอ็ม วัตสัน บิซิเนส เคส คอมแพททิชั่น” ครั้งแรกของโลกในไทย

โดยมีโจทย์หลักคือเรื่อง “ฟินเทค” เนื่องจากเป็นพื้นฐานของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเทคโนโลยีด้านการเงินยังเป็นหนึ่งในเอสเคิร์ฟใหม่ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

เป้าหมายสำคัญต้องการเปิดโอกาสให้นักศึกษา รวมถึงสตาร์ทอัพมีเวทีเรียนรู้และแสดงศักยภาพ ด้วยที่ผ่านมาสตาร์ทอัพมากถึง 9 ใน 10 ราย ไม่ประสบความสำเร็จ เหตุผลหลักมาจากการขาดตลาดรองรับ

การแข่งขันครั้งนี้เน้นการตีโจทย์ให้ปั้นแผนธุรกิจที่นำเทคโนโลยีไอบีเอ็มวัตสันไปต่อยอดให้เติบโตแบบก้าวกระโดด มากกว่าการพัฒนาโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบเชิงไอทีแต่เติบโตต่อเชิงธุรกิจไม่ได้

ดังนั้นผลงานที่พัฒนาออกมาจะไม่จำกัดเพียงแค่ซอฟต์แวร์แอพพลิเคชั่น แต่เป็นได้ทั้งดิจิทัลเซอร์วิส หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ สำคัญโมเดลธุรกิจต้องตอบโจทย์ มีตลาดรองรับแน่นอน

“ธนา เธียรอัจฉริยะ” ประธานกรรมการบริหาร ดิจิทัล เวนเจอร์ส เสริมว่า การก้าวเดินของประเทศไทยยังช้าอยู่มาก ขณะเดียวกันต้องการเครื่องมือบางอย่างมาช่วยกระตุ้น ดังนั้นเป็นโชคดีที่เกิดความร่วมมือครั้งนี้ขึ้น โดยมีเทคโนโลยีค็อกนิทิฟของไอบีเอ็มมาช่วยขับเคลื่อน

ด้วยบทบาทของดิจิทัลเวนเจอร์สที่มุ่งผลักดันฟินเทคสตาร์ทอัพในรูปแบบต่างๆ ครึ่งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ได้เข้าไปสนับสนุนภาคการศึกษา นอกจากทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำกับทุกทีม และสนับสนุนด้านรางวัลแล้ว เตรียมร่วมลงทุนในธุรกิจที่ชนะอีก 1 ล้านบาทในรูปแบบวีซี

ทีมชนะเลิศจะได้รับการพิจารณาเข้าร่วมแข่งขันไอบีเอ็ม อาเซียน สมาร์ทแคมป์ พร้อมร่วมเปิดมุมมองธุรกิจและเทคโนโลยี รวมถึงแสวงหาโอกาสการต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติมที่ ‘มหกรรมลอนช์’ ซึ่งเป็นงานสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นทุกปีที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

ครั้งนี้ยังมีพันธมิตรอย่างศศินทร์ สํานักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) และเอ็มเฟค เข้าร่วมด้วย