สตาร์ทอัพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตสุดร้อนแรง
ที่มาภาพ : digitizeme2014.com
สตาร์ทอัพเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โตสุดร้อนแรง นักลงทุนแห่เบนเข็มเข้าโฟกัส รับอานิสงส์ประชากรวัยเยาว์มีจำนวนมาก การใช้อินเทอร์เน็ตโตเร็วสุดในโลก ชี้แม้อินฟราฯ ยังไม่พร้อม ขาดผู้ประกอบการระดับหัวกะทิ ความต้องการตลาดแตกต่าง แต่โอกาสโตยังสดใส
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บรรดาบริษัทร่วมทุน(วีซี) รวมถึงนักลงทุนต่างมีมุมมองเชิงบวกต่ออนาคตของสตาร์ทอัพในภูมิถาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าจะต้องเผชิญหลายประเด็นความท้าทายที่มีนัยสำคัญต่างๆ ก็ตาม
นายเดอูอาร์โด เซเวอริน ผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ค กล่าวถึงโอกาสการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดียมีปัจจัยบวกด้วยจำนวนประชากรกว่า 2 พันล้านคน อีกทางหนึ่งเป็นตลาดที่การใช้อินเทอร์เน็ตเติบโตเร็วที่สุดในโลก
บริษัทวิจัยเอวีซีเจในฮ่องกงระบุว่า เมื่อไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาเม็ดเงินลงทุนที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ซึ่งนับเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพของภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีจำนวนถึง 199 ล้านดอลลาร์ จากปีก่อนหน้า 53.1 ล้านดอลลาร์
ส่วนอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดเติบโตเป็น 2 เท่าจาก 8 ล้านดอลลาร์เป็น 18.9 ล้านดอลลาร์ โดยภาพรวมเม็ดเงินการลงทุนยังเพิ่มขึ้นทั้งในมาเลเซีย ไทย เวียดนาม แต่ในฟิลิปปินส์ลดลง
ข่าวรายงานว่า จากก่อนหน้านี้นักลงทุนสหรัฐมองเพียงจีนและอินเดีย ต่อมาทั้งภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันเพิ่มโฟกัสมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจัยบวกมาจากจำนวนประชากรที่มีกว่า 600 ล้านคน มากกว่านั้นส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 40 ปี เป็นตลาดที่กำลังเข้าสู่เศรษฐกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตผ่านเครื่องมืออย่างสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาว์
โดยการลงทุนเพิ่มขึ้นชัดเจนจากฐานที่ต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับในจีนและอินเดีย ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจมานาน ไตรมาสเดียวกันดังกล่าวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเม็ดเงินการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นในจีนตกลงราว 28% มูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์ ส่วนอินเดียตกลง 17% ที่มูลค่า 736 ล้านดอลลาร์
รายงานล่าสุดโดยกูเกิลยืนยันว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเติบโตเร็วสุดในโลกด้วยจำนวนผู้ใช้หน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น 1.24 แสนคนต่อวัน ส่วนโดยรวมทั้งภูมิภาคขณะทั้งภูมิภาคมี 260 ล้านราย และมีการคาดการณ์ไว้ว่าเมื่อถึงปี 2563 จะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าหรือแตะ 480 ล้านราย
ทั้งนี้ ปัจจัยมาจากการใช้งานเว็บไซต์ที่กำลังเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ทั้งมีการคาดการณ์ไว้อีกว่าเมื่อถึงปี 2568 มูลค่าอีคอมเมิร์ซรวมถึงอุตสาหกรรมออนไลน์มีเดียจะเพิ่มไปถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ จากปัจจุบันอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดี แม้ผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซจะได้รับความสนใจอย่างมากจากเหล่านักลงทุน แต่ทั้งนี้ต้องเผชิญความท้าทายที่สำคัญเช่น ความต่างด้านภาษา กฏระเบียบภาครัฐ รวมถึงความต้องการผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ อีกทางหนึ่งขาดโครงสร้างพื้นฐานที่น่าเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านโลจิสติกส์ เพย์เมนท์
ขณะที่ ด้านอื่นๆ ที่ทำให้ยังตามหลังประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอยู่มาก คือปริมาณผู้ประกอบการระดับท็อปยังมีอยู่ไม่มากนัก กลับกันในซิลิคอนวัลเลย์บริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ ต่างหันมาทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ รายเล็กได้รับเงินลงทุนและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากรายใหญ่
แม้จนขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการหรือนักลงทุนมีความเข้าใจเชิงลึกต่อความต่างของแต่ละประเทศอย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้โดยรวมนักลงทุนยังสามารถเดินหน้าต่อได้ดี อุปสรรคข้างต้นยังไม่ได้เป็นปัญหามากนัก





