เสาร์ที่ผ่านมา 4 เม.ย.เป็นวันครบรอบ40ปีก่อตั้ง “ไมโครซอฟท์” บริษัทซอฟต์แวร์ทรงอิทธิพลและมีบทบาทต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเมื่อ 40 ปีมาแล้ว
ทั้งยังเป็นผู้สร้างระบบพื้นฐานที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ที่นายบิลล์ เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้่งระบุว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป”
สำหรับไมโครซอฟท์แล้วในยามนี้การมองอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าจะหวนระลึกถึงความหอมหวานในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่บริษัทกำลังเผชิญกับแรงบีบรอบด้านตลอดทศวรรษที่๋ผ่านมา ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะหนักหน่วงมากในช่วง 5 ปีหลังที่บัลลังก์เจ้าตลาดและพื้นที่ยืนในใจของผู้ใช้กำลังถูกสั่นคลอนด้วยคู่แข่งอย่างแอ๊ปเปิ้ลและกูเกิล
โดยเดือน พ.ค.เมื่อ 5 ปีที่แล้ว “แอ๊ปเปิ้ล” สามารถเอาชนะไมโครซอฟท์ก้าวขึ้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ขณะที่ “กูเกิล” แซงหน้าไมโครซอฟท์ได้เมื่อปี 2555
หลังจากนั้นบทวิเคราะห์จำนวนมากก็ถูกเขียนขึ้นถึงการเดินเกมที่ผิดพลาดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาของไมโครซอฟท์ ซึ่งที่ชัดเจนที่สุดคือวิชั่นที่ไม่ตอบโจทย์ในตลาดโมบาย และแทบเล็ต
มาช้าไม่ร้ายเท่ามาเร็วเกินไป
ในยุคที่ตลาดโมบายกำลังเปลี่ยนแปลง “ไมโครซอฟท์” ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ถูกโจมตีโดยศัตรูที่มองไม่เห็น ไม่รู้ล่วงหน้าหรือรู้ช้าไป แต่ที่เลวร้ายกว่าคือกลุ่มนักวิเคราะห์มองว่าไมโครซอฟท์เข้าสู่ตลาดทั้งสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต “เร็วเกินไป” หนำซ้ำยังไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ล้ำๆ ให้ตรงใจผู้บริโภคและมาในเวลาที่เหมาะสม
ยิ่งเมื่อวิเคราะห์ความสำเร็จของ “ไอแพด” ที่แอ๊ปเปิ้ลเข็นออกมาแจ้งเกิดในตลาดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 หลังจากบริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์มีผลิตภัณฑ์แทบเล็ตออกมาสู่ตลาดแล้วจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จหรือทำให้ตลาดแทบเล็ตเป็นที่รู้จักและตอบรับใช้งานอย่างแพร่หลายเท่ากับไอแพด แม้ว่าจะมีรุ่นและราคาที่หลากหลาย
หากประเด็นสำคัญเลยก็คือ การใช้งานที่ยากหรือซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้บริโภค ซึ่งกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ไอแพดที่ใช้งานง่ายได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น
ทั้งยังส่งให้ไอแพดฮิตติดลมบนในตลาดแทบเล็ตอย่างยาวนานกระทั่งซัมซุงส่งสินค้าในตระกูลกาแล็คซี่ แท็บออกมาท้าชน ซึ่งตรงกับช่วงที่แอ๊ปเปิ้ลเริ่มมีไอแพดรุ่นที่ 2 ช่วงซัมเมอร์ปี 2554 และเริ่มทวีความดุเดือดมากขึ้นในปี 2555 ซึ่งมีผู้โดดเข้าสู่ตลาดแทบเล็ตจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นซัมซุง, อะเมเซอน และแอลจี รวมถึงไมโครซอฟท์ที่ส่งคู่แข่งไอแพดตัวแรกออกมาในชื่อสินค้าว่า “เซอร์เฟซ” และ “เซอร์เฟซ 2” แต่ทั้ง 2 รุ่นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จกระทั่งมีเซอร์เฟซ โปร 3 ในปีที่ผ่านมา ซึ่งว่ากันว่าเหตุผลที่เซอร์เฟซ โปร 3 ได้รับการตอบรับดีเพราะเปลี่ยนเป้าหมายจากท้าชนในตลาดไอแพดเป็นแม็คบุ๊ค แอร์ ที่สเปคดีแต่ราคาสูงแทน
ตอกย้ำให้เห็นว่าไมโครซอฟท์และนายบิล เกตส์ แม้จะมีมุมมองถึงอนาคตของตลาดแทบเล็ตมาตั้งแต่ยุคปี 2000 แต่การลงมือปฏิบัติและแผนการเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ยังเป็นสิ่งที่บริษัทเดินเกมพลาดมาโดยตลอด
โดยแผนแทบเล็ตของไมโครซอฟท์เริ่มเกิดขึ้นจริงจังเมื่อปี 2553 ก่อนที่แอ๊ปเปิ้ลจะเปิดตัวไอแพด ซึ่งครั้งนั้นไมโครซอฟท์ใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “สเลท พีซี” ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 7 และควบคุมการสั่งงานการสัมผัสจอแบบคาปาสิทีฟที่้ต้องใช้นิ้วมือสัมผัสเท่านั้นไม่สามารถใช้สไตลัสได้ ซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่แทบจะไม่ได้รับความสนใจแทบจะในทันทีที่ไอแพดเผยโฉมออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตามไม่เพียงไมโครซอฟท์เท่านั้นที่รับมือกับความแรงของไอแพดได้ไม่ทันการณ์ ซึ่งในเวลานั้นยักษ์ “กูเกิล” ก็เป็นอีกรายที่เริ่มให้ความสนใจตลาดแทบเล็ตด้วยการพัฒนาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่นสำหรับใช้งานบนแทบเล็ต แต่ก็ยังไม่เผยแพร่สู่สาธารณะกระทั่งปี 2554 เพราะกูเกิลไม่ได้ให้ความสำคัญกับความพยายามที่จะพัฒนาตลาดแทบเล็ตมากนัก แต่ทว่ากูเกิลก็ยังพอแก้เกมได้เพราะมีระบบปฏิบัติการสำหรับตลาดโมบายเป็นของตัวเอง และพร้อมที่ประยุกต์ใช้กับเครื่องที่ต้องการพลังงานต่ำได้
ขณะที่ไมโครซอฟท์ก็กลับมองพลาดอีกครั้งในตลาด “สมาร์ทโฟน” นั่นก็คือ การเข้าสู่ตลาดเร็วเกินไป โดยเวลาเดียวกันไมโครซอฟท์กลับมุ่งมั่นที่จะฟื้นความพยายามในตลาดโมบายด้วยระบบปฏิบัติการ “วินโดว์ส โฟน7” ที่ยังไม่ตอบโจทย์ตรงใจความต้องการของตลาด กระทั่งปีนี้ที่ไมโครซอฟท์เดินมาถึงจุดหมายที่ต้องการมีซอฟต์แวร์เดียวที่ทำงานได้ดีบนอุปกรณ์ทุกรูปแบบไม่ว่าจะโมบาย, แทบเล็ต หรือพีซีตั้งโต๊ะภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “วินโดว์ส 10” ซึ่งมีกำหนดวางตลาดอย่างเป็นทางการในปีนี้
บทเรียน 5 ปีสะท้อนอนาคต
ความเปลี่ยนแปลงมากมายเกินขึ้นในเวลาเพียง 5 ปีซึ่งไม่เพียงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์เท่านั้น แต่ยังมีความหมายต่อบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ ที่ตั้งมาเกิน 40 ปีแล้ว
เวลา 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อไมโครซอฟท์ก่อตั้งขึ้น เป็นยุคของคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่ที่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กรขนาดใหญ่และมหาวิทยาลัยต่างๆ และไมโครซอฟท์เองก็เก็งถูกที่มองออกว่าการปฏิวัติพีซี หรือการประมวลผลในระดับบุคคล หรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) จะต้องเกิดขึ้น และหาช่องทางเพื่อทำให้ตลาดพีซีเกิดขึ้นมา
โดย 20 ปีหลังการก่อตั้ง “ไมโครซอฟท์” ก็กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในดาวเคราะห์ แต่โลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วทำให้อีก 20 ปีถัดมาสถานการณ์ของไมโครซอฟท์ก็เริ่มถดถอยลงหลังจากตลาดเริ่มเคลื่อนสู่ยุคของเว็บและพัฒนามาอยู่บนโมบาย และมีทีท่าว่าการเปลี่ยนแปลงในยุคถัดไปจะเริ่มไปเติบโตอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีแบบเสมือน “เวอร์ชวล เรียลริตี้” หรือ “ออคเมนเต็ด เรียลริตี้”
ยิ่งในช่วง 5 ปีให้หลังนับตั้งแต่โลกมีไอแพดก็ยิ่งทำให้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เริ่มมีกระแสของการใช้แอพพลิเคชั่นแพร่หลาย ทั้งอินสตาแกรม, สแนปแชท, พินเทอเรสต์, อูเบอร์ และแบรนด์ใหม่โตแรงอย่างเสี่ยวมี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีอายุไม่ถึง 5 ปีแต่กลับเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงในปัจจุบัน เช่นกรณีของอินสตาแกรมที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์
บทสรุปสิ่งที่เกิดขึ้นกับยักษ์ใหญ่ไมโครซอฟท์สะท้อนให้เห็นว่าการเข้าสู่ตลาดเร็วเกินไปหรือไม่ถูกจังหวะก็เลวร้ายได้ไม่ต่างอะไรกับการมาช้าไป และเป็นบทเรียนสำคัญที่ฉายให้เห็นภาพเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้่นในอีก 5 ปีถัดไปว่าจะออกมาอีหรอบใด และใครจะมีศักยภาพพอรับมือได้เพียงใด





