วิจัยนี้ไม่เพียงจะช่วยแก้ปัญหาให้กับธุรกิจส่งออกพรรณไม้น้ำแต่ยังยกระดับความเชี่ยวชาญเรื่องไส้เดือนฝอย
‘องค์ความรู้นี้ไม่เพียงจะช่วยแก้ปัญหาให้กับธุรกิจส่งออกพรรณไม้น้ำ แต่ยังยกระดับความเชี่ยวชาญเรื่องไส้เดือนฝอยของนักวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศได้อีกด้วย” ดร.นุชนารถตั้งจิตสมคิด นักวิจัย สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงความภาคภูมิใจในผลงานชุดตรวจไส้เดือนฝอยภาคสนาม
เส้นทางนวัตกรรม
เริ่มต้นจากปัญหาการส่งออกไม้น้ำของไทยไปยังสหภาพยุโรปเมื่อปี 2550 ตรวจพบไส้เดือนฝอยติดไปกับรากไม้น้ำ มากถึง 5 ครั้ง ทำให้ถูกระงับการนำเข้าและเผาทำลายไม้น้ำเหล่านั้นทั้งล็อต ปัญหาเดียวกันนี้เกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงปี 2551 โดยตรวจพบถึง 11 ครั้ง
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการมาก เนื่องจากประเทศไทยส่งออกไม้น้ำกว่า 96 ชนิดไป 74 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าหลาย 10 ล้านบาทต่อปี
ดร.นุชนารถ ผู้เชี่ยวชาญด้านไส้เดือนฝอย จึงพยายามหาทางออกเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและแก้ปัญหาในระยะยาว ค้นพบว่าการแช่พรรณไม้น้ำในน้ำที่ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งคลื่นจะทำให้เกิดฟองอากาศเล็กๆ ไปรบกวนไส้เดือนฝอยให้เคลื่อนตัวออกมาจากรากไม้น้ำ โดยรากและต้นไม้ไม่ถูกทำลายจากนั้นจึงนำไปตรวจหาไส้เดือนฝอยในขั้นตอนต่อไป
โดยทั่วไปแล้วการตรวจหาไส้เดือนฝอยจะต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญภายในห้องปฏิบัติการเท่านั้น วิธีที่นิยมใช้คือ การปั่นรากให้ไส้เดือนฝอยหลุดออกมา จากนั้นก็ใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจ ซึ่งดูค่อนข้างยากเนื่องจากมีเศษรากขนาดเล็กปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็จะดูไม่ออก และความเร็วในการให้บริการเพียง 20-30 ตัวอย่างต่อวันเท่านั้น
ส่วนอีกวิธีคือ การนำไปแยกด้วยเครื่อง Centrifuge โดยใช้สารละลายน้ำตาล ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานและรองรับได้ไม่เกิน 20 ตัวอย่างต่อวัน ขณะที่ไม้น้ำที่รอการส่งออกแต่ละครั้งมีจำนวนหลายหมื่นต้น ซึ่งจะต้องผ่านการสุ่มตรวจ 70-80 ตัวอย่าง และต้องตรวจให้แล้วเสร็จภายใน 3 วันดร.นุชนารถ กล่าวถึงที่มาของแนวคิดในการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงไล่ไส้เดือนฝอย มาจากการสังเกตการทำงานของเครื่องล้างแว่นด้วยคลื่นเสียงอัลตราโซนิก สามารถล้างคราบไขมันแม้อยู่ในซอกเล็กๆ ได้ หรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์อย่างอุปกรณ์ดูดจ่ายสารละลาย (ไมโครปิเปต) ใช้คลื่นเสียงอัลตราโซนิกล้างทำความสะอาดเศษฝุ่นขนาดเล็กๆจึงคิดว่าน่าจะใช้กับรากไม้น้ำได้โดยเริ่มทดลองที่คลื่นความถี่ 20 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเครื่องล้างแว่น พบว่าไส้เดือนฝอยหลุดออกมาได้บางส่วน
คลื่นเสียงจะทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กล้านฟอง แทรกซึมเข้าไปรบกวนไส้เดือนฝอยตามรากไม้ ทำให้ไส้เดือนฝอยหลุดออกมาอยูู่ในน้ำ จากนั้นก็นำตัวอย่างไม้น้ำไปตรวจได้ทันที แต่การตรวจนี้เป็นการตรวจคัดกรองในขั้นตอนการสุ่มตรวจก่อนการส่งออกเท่านั้น
คุณค่าที่มากกว่ามูลค่า
ผู้ประกอบการสามารถใช้เทคนิคคลื่นเสียงความถี่สูงไล่ไส้เดือนฝอยออกจากรากต้นไม้น้ำ ก่อนนำไปขยายในบ่อใหม่เพื่อลดการแพร่ระบาดของไส้เดือนฝอยในแหล่งผลิต ควบคู่ไปกับการทำความสะอาดบ่อด้วยการแช่คลอรีนและเติมสารเคมีบางชนิดลงไปด้วย หากทำให้ครบกระบวนการจะสามารถช่วยกำจัดไส้เดือนฝอยได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ดร.นุชนารถยังต่อยอดความรู้นี้ไปเป็น “ชุดตรวจไส้เดือนฝอยขนาดพกพา” (NEMA KIT) ที่ใช้ง่ายและรู้ผลทันทีสำหรับการใช้งานภาคสนาม จึงเป็นประโยชน์ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ
ความสำเร็จ “ไม่ใช่” ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ แต่เป็นความภาคภูมิใจที่ผลงานของคณะนักวิจัย ได้รับการยอมรับและตีพิมพ์ในวารสาร Australasian Plant Pathologyและชุดตรวจ NEMA KIT ถูกใช้ในห้องปฏิบัติการไส้เดือนฝอยของออสเตรเลีย ประเทศซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดกับสิ่งของนำเข้า
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ส่งเจ้าหน้าที่มาดูงานและศึกษาการทำงานของกรมวิชาการเกษตร ที่สามารถยกระดับความรู้เรื่องไส้เดือนฝอยของไทย


