"พรชัย" คาดไม่เกินสิ้นเดือนมี.ค.ร่างพ.ร.บ.ไซเบอร์เข้าวาระสนช.อาจปรับแก้อีก เชื่อไม่เกินกลางปีมีผลบังคับใช้
นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกระแสคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ.... ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ของชุดกฎหมายตามร่างพ.ร.บ.ดิจิทัล ว่าอยากให้ทุกฝ่ายที่ออกมาวิจารณ์ร่วมกันเสนอความเห็นว่าต้องการให้ปรับแก้ตรงไหนบ้าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและถูกต้องมากที่สุด และในขั้นตอนนี้อยู่ระหว่างแก้กฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกา และคาดว่าเดือนมี.ค.จะส่งเข้าวาระของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้และน่าจะมีผลบังคับใช้กลางปีนี้
นอกจากนี้ ยืนยันว่าร่างกฎหมายที่ออกไปเขียนโดยการระดมสมองของนักกฎหมายหลายคนไม่ใช่มีคนเขียนกฎหมาย 2-3 คน ตามที่มีหลายฝ่ายโจมตี และการออกกฎหมายเป็นหน้าที่และไอซีทีเป็นผู้ริเริ่มไม่ใช่กองทัพเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
"เรื่องเมื่อผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับหลักการไปแล้วตอนนี้อยู่กฤษฎีกาและขั้นตอนไปส่งไป สนช. ปัญหาที่มันเป็นตอนนี้คือการตีความการจับใจความว่าจะเป็นภัยต่อคนใช้ แต่อยากให้อ่านในมาตรา 35 วรรค 3 และมาตรา 36 ให้ละเอียดขึ้นจะได้ทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งได้มอบหมายให้ สพธอ. ทำความเข้าใจกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจให้มากขึ้น จะได้ไม่กลัวเรื่องการเข้าลงทุนในประเทศ"
ส่วนความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตามเดิมที่คาดว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวแล้วเสร็จภายในเดือนม.ค.2558 คงไม่เกิดขึ้นแล้วเพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าไม่ควรมีบอร์ดชั่วคราว ควรแต่งตั้งให้เสร็จอย่างเป็นทางการตามที่กฎหมายแล้วเสร็จ ซึ่งคือกลางปีนี้เช่นกัน โดยบอร์ดดิจิทัลทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะมีคณะกรรมการดิจิทัลฯ ทั้งสิ้น 32 คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง, หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำพ.ร.บ., ประธาน กสทช. และตัวแทนจากภาคเอกชน
กรณีการลดอำนาจของกสทช.ตามที่เข้าใจกันนั้น เป็นเพียงการทำงานให้มีเอกภาพมากโดยลดจำนวนบอร์ดเล็กทั้ง 2 บอร์ดลง คือบอร์ดกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และบอร์ดกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เหลือเพียงบอร์ดกสทช. ชุดเดียว
ส่วนจำนวนและที่มาของกรรมการยังเป็น 11 คนเหมือนเดิม เรื่องที่กำหนดให้จัดสรรคลื่นด้วยการประมูล รวมถึงวิธีการงบประมาณของ กสทช. ที่มีผู้ท้วงติงมากก็ไม่ได้แก้ไข เข้าใจว่ายังต้องมีขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกาและสนช.ที่ต้องให้ กสทช. เข้าไปชี้แจง และจะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาอีกมาก ร่าง พ.ร.บ. ที่แก้ไม่ได้มีส่วนไหนทำให้กังวล แต่หลังจากนี้จะพยายามเข้าไปขอให้การจัดสรรงบประมาณประจำปีของกสทช. ต้องผ่านสภาฯ เพื่อให้ กสทช.ทำงานได้อย่างสบายใจขึ้น
นายพรชัย กล่าวอีกว่า ต้องการจะเคลียร์เรื่องพ.ร.บ.ใหม่ ให้ชัดเจนว่ากสทช.มีบทบาทหน้าที่เหมือนเดิม ไอซีทีไม่ล้วงลูกการทำหน้าที่ของกสทช. คือปฏิบัติหน้าที่ เรื่องการเปิดประมูลคลื่นความถี่ และให้ใบอนุญาต ส่วนประเด็นเรื่องนโยบายต้องให้คณะกรรมการดิจิทัลพิจารณา คือการนำคลื่นความถี่มาประมูล กสทช.มีหน้าที่นำคลื่นที่เป็นคลื่นความถี่ในเชิงพาณิชย์มาประมูล
ส่วนการพิจารณาว่าคลื่นใดเป็นคลื่นเชิงพาณิชย์ คลื่นใดเป็นคลื่นหน่วยงานรัฐ จะต้องให้คณะกรรมการดิจิทัลเป็นผู้พิจารณา
ส่วนกรณีการกำหนดร่างกฎหมายเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเพิ่มเติมอีกจำนวน 8 ฉบับ นั้น มองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ของ กสทช. เนื่องจาก กสทช.ยังดำเนินตามกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.)
ทั้งนี้เมื่อพิจารณากฎหมายใหม่นั้น อำนาจหน้าที่ของ กสทช.ที่ยังคงอยู่ คือ 1.การกำหนดแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่แห่งชาติ 2.แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและกิจการกระจายเสียง 3.หน้าที่การประสานงานกิจการระหว่างประเทศ เช่น ดาวเทียม 4.การยุบบอร์ด กสทช.รวมเป็น บอร์ดชุดเดียว 5.กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ยูเอสโอ) เปลี่ยนมาเป็นกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
เขา ระบุว่า ร่างกฎหมายที่ ครม.ให้ความเห็นชอบอีก 8 ฉบับเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่ง ครม.เห็นชอบและส่งให้คณะกรรมาการกฤษฎีกาพิจารณาตรวจแก้ไขต่อไปดังกล่าวนั้นอาจจะปรับให้เหลือ 7 ฉบับ ในเรื่องร่างพ.ร.บ.กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ...
โดยสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และให้มีคณะกรรมการกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยกำหนดให้ส่งเงินค่าธรรมเนียมจากใบอนุญาตเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลฯเป็นจำนวน 50% ของค่าธรรมเนียมจากใบอนุญาต ซึ่งร่างฯนี้จะยุบรวมไปกับร่างฯอื่นเพื่อความเหมาะสมมากขึ้น





