'ลิง'เติมเต็มวิจัยไทย

การพัฒนายา วัคซีนและชีววัตถุจำเป็นต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอน ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ เป็นโครงการข้อต่อ
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
การพัฒนายา วัคซีนและชีววัตถุจำเป็นต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอน “ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ” เป็นโครงการข้อต่อเพื่อเป็นศูนย์กลางวิจัยและผลิตสัตว์กลุ่มลิง เติมวงจรวิจัยให้การแพทย์ไทยไประดับโลก
“ปัจจุบันงานวิจัยทางการแพทย์ของไทยยังทำได้ไม่ครบวงจร หลายชิ้นค้างอยู่บนหิ้งเพราะขาดการทดสอบกับสัตว์ไพรเมท ขณะที่บางส่วนต้องลงทุนซื้อสัตว์ไพรเมทมาวิจัยในราคาตัวละกว่า 6 แสนบาท หรือส่งไปทดสอบที่ต่างประเทศในราคาราว 1 ล้านบาทต่อตัวซึ่งต้องใช้สัตว์ไพรเมทหลายตัว” ศ.นพ.สุทธิพรจิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช. กล่าว
ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ เพื่อผลิตสัตว์ไพรเมทเพื่อใช้งานทางวิทยาศาสตร์ วิจัย ทดสอบและผลิตชีววัตถุโดยมีสัตว์ไพรเมทที่มีคุณภาพสุขภาพ และคุณภาพพันธุกรรมตามมาตรฐานสากล จึงเป็นความหวังนักวิจัยไทย
รองรับงานวิจัยทางการแพทย์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานโต้โผริเริ่มการจัดตั้งศูนย์สัตว์ไพรเมท ตั้งแต่ปี 2555 บนที่ดินของจุฬาฯ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ต่อมาได้ขยายภาคีความร่วมมือไปยังหน่วยงานผู้ใช้อย่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อนาคตทางสาธารณสุขของประเทศอาจต้องเผชิญโรคติดต่อมากมาย ขณะที่วัคซีนสามารถช่วยป้องกันปัญหาเหล่านั้น สิ่งที่เรามีอยู่คือ ศักยภาพและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังขาดขั้นตอนของการทดลองในสัตว์ทดลอง โดยเฉพาะสัตว์ไพรเมทที่มีความใกล้เคียงกับคน
ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติจะเข้ามาเติมเต็ม โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยผลิตสัตว์ไพรเมทหรือสัตว์กลุ่มลิงใน 3 สายพันธุ์คือ ลิงในประเทศ2 สายพันธุ์ ได้แก่ ลิงแสมและลิงกัง รวมถึงลิงต่างประเทศขนาดเล็กอย่างมาร์โมเส็ท ที่น้ำหนักราว500 กรัมสำหรับทดสอบสารที่มีปริมาณน้อย นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์ไพรเมทของไทยและภูมิภาค
ปัจจุบันความคืบหน้าของศูนย์ ได้เริ่มพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้ว ในส่วนของอาคารสำนักงานและโรงเลี้ยงลิงหลังที่ 1 แล้วเสร็จแล้ว และในปีนี้จะเริ่มสร้างโรงเลี้ยงลิงหลังที่ 2 คาดว่าจะใช้เวลา 5 เดือนและห้องแล็บที่ได้มาตรฐานสากล จากนั้นจะนำลิงเข้ามาเลี้ยงเริ่มจากลิงหางยาวหรือลิงแสม ที่มาจาก 2 แหล่งคือ แหล่งธรรมชาติจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และสถานีเพราะพันธุ์สัตว์กะบกคู่ จ.ฉะเชิงเทรา
ศูนย์วิจัยไพรเมทฯ ที่จะเกิดขึ้นมุ่งรองรับงานวิจัยของไทยเป็นหลัก เบื้องต้นจะรองรับการวิจัยพัฒนาวัคซีน 9 ชนิดสำหรับรักษา 7 โรคตามนโยบายวัคซีนแห่งชาติ ภายในระยะเวลา 10 ปี ประหยัดงบประมาณได้หลายพันล้าน และด้วยความร่วมมือของ 4 ส่วนงานพร้อมทั้งองค์กรที่สนับสนุนต่างๆ จะส่งผลให้ไทยเป็นผู้นำด้านวัคซีน ยา และชีววัตถุในภูมิภาคนี้
หวังเป็นผู้นำในอาเซียน
ดร.นพดล กิตนะ หนึ่งในทีมก่อตั้งศูนย์ฯ กล่าวว่า แม้จะนำลิงเข้าโรงเลี้ยงแต่ยังไม่สามารถทดลองได้ทันที จำเป็นต้องเลี้ยงให้ได้ 2 รุ่น เพื่อให้พันธุกรรมนิ่ง จึงจะนำไปใช้งานทางวิทยาศาสตร์ได้ จากนั้นในเฟสต่อมาจึงจะนำเข้าลิงมาร์โมเส็ท คาดว่าจะพร้อมสำหรับทำการวิจัยและทดสอบในสัตว์ไพรเมทในปี 2560 โดยจะนำร่องศึกษาวัคซีนโรคมือเท้าปาก
มาตรฐานการควบคุมความปลอดภัยต่างๆ จะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานวิจัยต่างชาติ โดยด้านโรงเรือนเลี้ยง 3 แบบ คือ แบบปิดเพื่อศึกษาวิจัยโรคติดเชื้ออิงต้นแบบจากศูนย์วิจัยไพรเมทสึคูบะ ญี่ปุ่น แบบกึ่งเปิดเพื่อผลิตไพรเมทและศึกษาโรคอื่น อิงต้นแบบจากศูนย์ไพรเมทเซาท์เวสต์ สหรัฐและแบบเปิด สำหรับการเลี้ยงรวมกันเป็นฝูง มีรั้วล้อมและปรับสภาพแวดล้อมให้เหมือนธรรมชาติ เพื่อศึกษาพฤติกรรมและระบบสืบพันธุ์ โดยมีต้นแบบจากศูนย์วิจัยไพรเมทเกียวโต ญี่ปุ่น
“ในภูมิภาคอาเซียน ไทยไม่ใช่แห่งแรกที่จะมีศูนย์วิจัยไพรเมท ทางอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ต่างก็มีศูนย์แห่งชาติด้านนี้ที่ได้มาตรฐานสากล แต่งานวิจัยยังอยู่ในวงแคบ จำนวนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมีน้อย ไม่เพียงพอ ฉะนั้น หากไทยเราสามารถทำได้ ก็จะมีความคุ้มค่าในการลงทุน พร้อมยกระดับงานวิจัยของไทยให้อยู่ในระดับสากล” เลขาธิการวช. กล่าว
ที่สำคัญ แผนการวิจัยและผลิตวัคซีนและยาหลายชนิดตามแผนนโยบายวัคซีนแห่งชาติจะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น







