วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไบเออร์'วิทย์เพื่อชีวิตที่ดี

ยาแก้ปวดประจำบ้านที่ทั่วโลกใช้กันมากว่า 100 ปี คือผลงานจากห้องแล็บของ “ไบเออร์” ก่อนจะตามมาด้วยนวัตกรรมมากมาย

สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน

ยาแก้ปวดประจำบ้านที่ทั่วโลกใช้กันมากว่า 100 ปี คือผลงานจากห้องแล็บของ “ไบเออร์” ก่อนจะตามมาด้วยนวัตกรรมพลิกโฉมโลกอีกมากมาย ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแวดวงสุขภาพ เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ย้ำชัดว่า การวิจัยพัฒนาเป็นหัวใจของธุรกิจด้วยงบวิจัยวิทยาศาสตร์ชีวภาพกว่า 3.2 พันล้านยูโรหรือราว 128 พันล้านบาทในปีนี้ โดย 70% จัดสรรให้กับสุขภาพและเวชภัณฑ์ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์การเกษตร

หลังการเปิดตัวยาแก้ปวดในปี 2442-ปัจจุบันไบเออร์ยังคงมีรายได้จากยาดังกล่าวมากกว่า1 พันล้านยูโร หรือราว 4 หมื่นล้านบาทต่อปี

นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจ

มาริจน์ เดกเกอร์ส ประธานคณะกรรมการบริหาร ไบเออร์ เอจี กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จของธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพราะสามารถตอบความต้องการของตลาด ผู้บริโภคและชิงส่วนแบ่งตลาดมาได้

ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์เป็นส่วนที่ทำให้ไบเออร์กลายเป็นบริษัทระดับโลกที่เติบโตเร็วมาก เช่นเดียวกับธุรกิจด้านนวัตกรรมเพื่อการเกษตร ด้วยการระดมสมองของทีมวิจัยไบเออร์กว่า 1.3 หมื่นคนทั่วโลกสู่นวัตกรรมด้านเฮลท์แคร์และการเกษตร โดยสามารถพัฒนาและจดสิทธิบัตรกว่า 500 สิทธิบัตรภายในปี 2556 เพียงปีเดียว

นอกจากนี้ยังมียาละลายลิ่มเลือดที่ใช้เวลาวิจัยกว่า 10 ปีด้วยงบ 1 พันล้านยูโร ก่อนวางจำหน่าย ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้น หลังพบว่าสามารถป้องกัน 2 ใน 3 ของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองอุดตัน หรือยาสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็น รวมถึงเวชรังสีที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เป็นต้น

“ตอนนี้เรายังมีนวัตกรรมด้านยาและเวชภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 57 โครงการ โดย20 โครงการอยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกเฟส 1 อีก 19 โครงการอยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกเฟส 2 และ 18 โครงการอยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกเฟส 3” เดกเกอร์สกล่าวภายในงาน Bayer’s Perspective on Innovation 2014

จากโครงการทั้งหมด มี 5 โครงการที่โดดเด่นด้วยความสดใหม่ ของสารออกฤทธิ์สำคัญที่คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมออกตลาดในปี 2558 แบ่งเป็น 3 โครงการสำหรับโรคระบบหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ที่จะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการรักษาภาวะซีดจากไตวายเรื้อรังและโรคหัวใจ ที่เหลือเป็นโครงการสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและนรีเวชวิทยาเกี่ยวกับเนื้องอกมดลูก

ไบเออร์มีแผนการที่จะลงทุนเพิ่มอีกกว่า500 ล้านยูโรหรือราว 2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายการผลิตยาและเวชภัณฑ์ในไลน์การผลิต 2 แห่งคือ Wuppertal และ Leverkusen ในเยอรมนี

“พันธมิตร”ทางลัดสู่ความสำเร็จ

ในส่วนของการเกษตร ก็ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรมด้านอารักขาพืช เมล็ดพันธุ์และสร้างความโดดเด่น โดยอีก 2-3 ปีจะส่งผลงานสร้างความใหม่ให้กับตลาด คาดว่าจะสร้างยอดขายไม่น้อยกว่า 4 พันล้านยูโรหรือ 160 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี 2554-2559

“การวิจัยและพัฒนาของไบเออร์อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” จึงทุ่มเททั้งเงิน คนและเวลา เพื่อสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ที่ตลาดยังไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่า พันธมิตรก็เป็นอีกหนึ่งในเส้นทางที่จะช่วยให้นวัตกรรมเกิดเร็วขึ้น” เคมาล มาลิก กรรมการบริหารด้านนวัตกรรมของไบเออร์กล่าว

ช่วงที่ผ่านมา ไบเออร์พัฒนาโครงการวิจัยที่จับมือกับหน่วยวิจัย มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งบริษัทหน้าใหม่ ที่จะทำให้นวัตกรรมเกิดได้เร็วขึ้น มาลิกชี้ว่า

2 ธุรกิจของไบเออร์คือ ยาและเวชภัณฑ์ และการเกษตรนั้น มีพันธมิตรกว่า 850 ราย ส่วนปีนี้ได้ 2 พันธมิตรใหม่ที่โดดเด่นเรื่องความก้าวหน้าในการบริหารจัดการข้อมูลมหาศาล (Big Data) ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพคือ Broad Institute หน่วยวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมตซาชูเซตส์ที่โดดเด่นด้านการวิเคราะห์จีโนม และ Targenomix ที่โดดเด่นด้านชีววิทยาระบบของพืช

ปีนี้ถือเป็นการฉลองครบรอบ 151 ปีของไบเออร์ ที่เริ่มต้นธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพจากห้องปฏิบัติการริมแม่น้ำไรน์ และกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่ยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับโลก