คอร์ดแอนด์เมเจอร์ นวัตกรรมเพื่อรสนิยม

คอร์ดแอนด์เมเจอร์ แบรนด์หูฟังปรับโทนเสียงได้เป็น 1 ใน 10 สินค้าดีไซน์ชั้นนำของไต้หวัน
สาลินีย์ ทับพิลา - รายงาน
‘คอร์ดแอนด์เมเจอร์’ แบรนด์หูฟังปรับโทนเสียงได้เป็น 1 ใน 10 สินค้าดีไซน์ชั้นนำของไต้หวันซึ่งได้รับการผลักดันให้ออกสู่ตลาดระดับนานาชาติ ล่าสุดเรียกกระแสความสนใจจากคนไทยภายในงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน (BIG & BIH 2014) ด้วยองค์ประกอบการออกแบบที่มีวัสดุธรรมชาติผสมอยู่ด้วยในรูปแบบธรรมชาติสมัยใหม่ (Modern Nature)
เฮนรี่ เฉินและเพื่อนเริ่มต้นธุรกิจหูฟังด้วยหัวใจรักในเสียงเพลง ชูความต่างด้วยไอเดียสร้างสรรค์กับ “หูฟังปรับโทนได้” ถ่ายทอดคุณภาพเสียงดนตรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งคลาสสิก แจ๊ส ร็อคและประเภทอื่นๆ สร้างบีทส์และความกังวานที่ตอบโจทย์เสียงเพลงแต่ละประเภท
หูฟังตามรสนิยม
ตลาดหูฟังของไทยมีการเติบโตสูงในภูมิภาคนี้ ผลต่อเนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต ผู้บริโภคมีพฤติกรรมหันมาฟังเพลงและรับความบันเทิงต่างๆ ผ่านอุปกรณ์ดังกล่าวขณะการเดินทางมากขึ้น ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดรวมในไทยมีมูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท เติบโตประมาณ 20-30% ต่อปี
“เรามองเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดไทย เนื่องจากมีจำนวนประชากรค่อนข้างสูงและเป็นตลาดที่มีคุณภาพ แต่หูฟังที่มีจำหน่ายทั่วไปคือ หูฟังแบบอเนกประสงค์สำหรับเสียงทุกประเภท ขณะที่ดนตรีหรือเพลงที่ต่างกันก็จะมีโทนเสียงสำคัญต่างกัน เราจึงออกแบบหูฟังที่เหมาะกับดนตรีแต่ละประเภทภายใต้ชื่อแบรนด์ “คอร์ด แอนด์ เมเจอร์” (Chord & Major)” เฮนรี่ ผู้อำนวยการ บริษัท ซีแอนด์เอ็ม ออดิโอ จำกัด กล่าว
หูฟังตามประเภทดนตรีคือ คลาสสิค ร็อค แจ๊สและบัลลาด โดยคลาสสิคจะเน้นเสียงที่นุ่มนวล ละมุนละไม หูฟังของเพลงร็อคก็จะจูนเสียงมาเพื่อโอเวอร์โทนเสียงสูง เสียงเบสหนักแน่นและชัดเจน จังหวะมีพลัง เพื่อการฟังจังหวะหนักๆ ของร็อคโดยเฉพาะ ดนตรีแจ๊สก็จะเน้นเสียงที่ฟังสบาย ผ่อนคลาย หูฟังจึงปรับย่านเสียงต่ำของเบสและกลองสำหรับฟังเพลงแจ๊ส ส่วนบัลลาดจะเป็นแนวคล้ายเพลงรัก เช่น เพลงของนักร้องที่ชื่อมารายห์ แครี่
เฮนรี่ได้พัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยกำลังจะวางจำหน่ายหูฟังเพลงอีก 2 ประเภทคือ หูฟังเพลงแนว World Music ซึ่งจะตอบโจทย์เพลงแนวไลฟ์โชว์ คอนเสิร์ต จะวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2557 และ หูฟังแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์ที่จะวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558
“คีย์หลักคือ ไดรฟ์เวอร์ซึ่งเป็นแผ่นฟิล์มที่มีวัสดุแตกต่างกันออกไป ทำให้ลักษณะของโทนเสียงดนตรีที่ผ่านหูฟังนั้นให้เสียงที่ต่างกัน” เฮนรี่กล่าว
ในขณะเดียวกัน ไม้ที่หุ้มระบบหูฟังนั้นก็แตกต่างกันในหูฟังสำหรับเพลงแต่ละประเภท เพราะความหนาแน่นของไม้แตกต่างกัน มีผลต่อการสะท้อนของเสียง ไม้ที่หนาแน่นมาก เสียงก็จะกังวานมาก หากไม้หนาแน่นน้อย เสียงก็จะเบา ไม่กังวาน
เปิดเกมรุก บุกทำตลาด
ระยะเวลา 5 ปีตั้งแต่ตั้งบริษัท เฮนรี่และหุ้นส่วนใช้เวลาพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 3 ปี ก่อนจะเริ่มวางจำหน่ายหูฟังเฉพาะเสียงเพลงเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าตลาดหูฟังมีขนาดใหญ่ ทุกคนต้องมีอย่างน้อย 1 คู่และพฤติกรรมการเลือกซื้ออุปกรณ์ชนิดนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณ
สำหรับ Chord&Major มองตลาดของขวัญของที่ระลึกเป็นการนำร่อง ด้วยระดับราคาประมาณ 6 พันบาท พบว่า ได้รับการตอบรับดีมากจากตลาดในเกาหลี ฮ่องกง ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนปี 2557 เริ่มเปิดตลาดในนิวยอร์กและญี่ปุ่น ทำให้แบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยเฉพาะญี่ปุ่นให้การตอบรับอย่างดี เนื่องจากดีไซน์ที่เรียบง่ายของผลิตภัณฑ์
เจ้าของนวัตกรรมเพื่อเสียงดนตรีแย้มว่า ยอดขาย ปี 2556 อยู่ที่ 6 พันยูนิต และตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็นเท่าตัวในปี 2557 จากการขยายตลาดไปในหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าตลาดใหญ่มาก
สำหรับไทย เขามองว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นเรื่องดีไซน์มากขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมของคนไทยชอบเรื่องของดนตรีและการเต้นรำ เป็นโอกาสดีในการทำตลาดโดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ในระดับไฮเอนด์ ทำให้ต้องมีช่องทางจำหน่ายเฉพาะ จึงมองหาดิสทริบิวเตอร์ที่สามารถทำตลาดได้ในหลายประเทศ
“เรามีแผนการที่จะเข้ามาทำตลาดในไทย โดยวางจำหน่ายที่ร้าน BeTrend และแกลลอรี่ของ โก้ มิสเตอร์แซกแมน (สีลม19) เนื่องจากลูกค้าของร้านเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบเสียงเพลง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์” เฮนรี่ นักธุรกิจจากไต้หวันกล่าว







