วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มจธ.คว้า 2 รางวัลนวัตกรรม RACMP2014

นักศึกษา มจธ. คว้าสองรางวัลจากการประกวดเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม RACMP 2014 หวังต่อยอด 2 ผลงาน

โลกให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกตั้งแต่จุดเล็กๆ ของชีวิตประจำวันไปจนถึงระดับโลก ซึ่งนับวันเทคโนโลยีก็ยิ่งเติบโตเพื่อรองรับสังคมโลกได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่ร่วมมือกันเปิดเวทีแข่งขันเพื่อเฟ้นหาเทคโนโลยี แนวคิด และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ส่งสองทีมนักศึกษาระดมปัญญาสร้างเทคโนโลยีคว้ารางวัลจากการประกวดผลงานด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อกระบวนการผลิต (RACMP 2014) จากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยการประกวดนี้จัดขึ้นเพื่อเน้นการเผยแพร่เทคโนโลยีสำหรับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม

นายธนา วิชิโต หรือ แบงค์ ตัวแทนนักศึกษาจากชมรม TRCC สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือ FIBO มจธ. เจ้าของผลงาน “พาหนะขนส่งวัสดุอัตโนมัติแบบยืดหยุ่น” ที่คว้ารางวัลชนะเลิศในหัวข้อการพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่ออุตสาหกรรม กล่าวว่า ผลงานนี้สร้างขึ้นเพื่อช่วยหรือลดปัญหาเรื่องบุคคลากรในโรงงานอุตสาหกรรมได้ในเรื่องของการขนย้ายภายในโรงงานโดยพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นจากองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะ

“เราเคยทำหุ่นยนต์เพื่อนอัจฉริยะมาก่อนซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้งานในบ้าน จึงนำทักษะดังกล่าวมาต่อยอดเพื่อให้หุ่นยนต์เราสามารถทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมได้ หุ่นยนต์นี้จะมีลักษณะเป็นยานพาหนะขนย้ายสามารถนำไปใช้แทนแรงงานมนุษย์เพื่อลดอันตรายและเพิ่มความแม่นยำ โดยออกแบบหลักการทำงานให้ประกอบด้วยสองส่วนคือ ระบบควบคุมส่วนบนคือโปรแกรมที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ซึ่งรับข้อมูลมาจากเซ็นเซอร์ และระบบควบคุมส่วนล่างซึ่งเป็นวงจรไฟฟ้าและ microcontroller เพื่อควบคุมการทำงานของพาหนะให้ไปในทิศทางต่างๆ โดยสามารถรองรับน้ำหนักการขนย้ายได้สูงถึงหนึ่งร้อยกิโลกรัม”

หุ่นยนต์ประเภทนี้มีการใช้งานอยู่บ้างในปัจจุบัน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ราคาแพง และต้องมีการปรับสถานที่ภายในโรงงานให้เข้ากับการทำงานของหุ่นยนต์ แต่หุ่นยนต์ที่เราพัฒนาขึ้นนั้นมีจุดเด่นตรงที่ไม่ต้องมีการปรับสถานที่ในโรงงาน แต่ก่อนใช้งานจะต้องควบคุมหุ่นยนต์ด้วยมือเพื่อเก็บข้อมูลพื้นที่ใช้งานสร้างเป็นแผนที่ส่งให้โปรแกรมคำนวณตำแหน่งการทำงานของหุ่นยนต์ และเมื่อถึงเวลาทำงานจริงหุ่นยนต์ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่วางไว้จากการทดสอบพบว่าค่าความคลาดเคลื่อนในการทำงานของหุ่นยนต์อยู่ที่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่ยอมรับได้ในการทำงานเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคนที่มีโอกาสเกิดความคลาดเคลื่อนได้มากกว่าขึ้นอยู่กับความชำนาญในหน้าที่นั้นๆ

นอกจากนั้น นายคเณศ ถุงออด หรือ อ๊อฟ ยังบอกอีกว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ทั้งระบบบังคับมือและระบบอัตโนมัติ เพิ่มมาด้วยระบบ Safety คือหากหุ่นยนต์เกิดขัดข้องระหว่างใช้งาน หรือหากมีวัตถุวิ่งตัดหน้าหุ่นยนต์ในระยะ 60 เซนติเมตร ระบบจะตัดไฟและหุ่นยนต์จะหยุดทันทีรวมถึงระบบเช็คพลังงานในตัวเอง ซึ่งเมื่อแบตเตอรี่ของตัวหุ่นยนต์ใกล้หมดจะสามารถเคลื่อนที่สู่แท่นชาร์ทแบตเตอรี่เองได้ด้วยระบบส่งพลังงานแบบไร้สาย อย่างไรก็ตามหุ่นยนต์ตัวนี้ยังเป็นเพียงหุ่นยนต์ต้นแบบซึ่งหากต้องนำมาใช้ในอุตสาหกรรมจริงยังคงต้องพัฒนาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและคงทนมากขึ้นต่อไป

“ผลงานลักษณะนี้ในต่างประเทศก็มีจำหน่ายและใช้งานแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสูง เราจึงพัฒนานวัตกรรมจากความรู้เด็กไทยซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจนสามารถพัฒนาออกใช้งานจริงในอุตสาหกรรมได้ผลที่ตามมาคือราคาถูก และการซ่อมบำรุงหลังการขายย่อมรวดเร็วทันใช้งานแน่นอน”

สำหรับทีมฟีโป้เจ้าของผลงานพาหนะขนส่งวัสดุอัตโนมัติแบบยืดหยุ่นนี้ ประกอบด้วย นักศึกษาชั้นปริญญาโท สาขาวิทยาการหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มีนายธนา วิชิโต , นายอานนท์ พวงรัตน์ , นายคเณศ ถุงออด และ นายกิตติ ธำรงอภิชาตกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์

ส่วน “ระบบเฝ้าติดตามและป้องกันโรคหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน” เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวดครั้งนี้ด้วย ในหัวข้อการพัฒนาต้นแบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อสังคม ซึ่งเป็นผลงานทีมนักศึกษาจากภาควิชาระบบควบคุมและเครื่องมือวัด คณะวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 มี นางสาวสุชาดา สุดเลิศ , นายคิรากร ทิพย์ประจักร , นายณัฐพงศ์ พิพัฒน์สมบัติ และ นายวสันต์ ตันสกุล นักศึกษาปริญญาโท

โดย นางสาวสุชาดา สุดเลิศ หรือน้องทิพย์ หัวหน้าทีม กล่าวว่า ผลงานนี้สร้างขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคหลอดส่วนลึกอุดตัน หรือโรคลิ่มเลือดอุดตันซึ่งมักจะเกิดจากผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดอวัยวะส่วนล่าง ซึ่งผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดจะเดินไม่ได้และต้องนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน เราจึงพัฒนาเครื่องมือขึ้นด้วยระบบการทำงานสองส่วน คือ อุปกรณ์ที่ช่วยในการทำกายภาพบำบัดด้วยการกระดกปลายเท้าจนกว่าคนไข้จะเดินได้ รวมถึงเรายังได้เพิ่มฟังก์ชั่นการวัดอุณหภูมิ วัดความดัน ด้วยเซ็นเซอร์

จากนั้นข้อมูลส่งต่อไปยังอีกส่วนคือ ส่วนติดต่อแสดงผลกับผู้ใช้งาน เพื่อรายงานผลของการทำกายภาพ ซึ่งในส่วนนี้สามารถสั่งการ ตั้งเวลาและโปรแกรมการทำงานอัตโนมัติของในแต่ละวัน ให้เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละคนได้โดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือเป็นการรวบรวมข้อมูลทางการวินิจฉัยรักษาและติดตามผลได้แม้แพทย์จะไม่ได้อยู่ใกล้คนไข้ และเรายังออกแบบอุปกรณ์ให้ช่วยในเรื่องของแผลกดทับสำหรับคนไข้ที่ต้องนอนอยู่กับที่เป็นเวลานานด้วยระบบการนวด เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดตามหลักทางการแพทย์”

น้องทิพย์ กล่าวเสริมว่า อุปกรณ์นี้จะสามารถรองรับปัญหาด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่จะเติบโตขึ้นในอนาคตได้ แต่อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ชิ้นนี้ยังเป็นเพียงต้นแบบซึ่งหากจะนำไปใช้งานกับคนไข้จริงต้องมีการทดสอบทางการแพทย์อีกหลายขั้นตอน อย่างไรก็ตามหากเครื่องนี้สามารถผลิตได้โดยคนไทยจริงเมื่อไหร่จะช่วยลดงบประมาณการนำเข้าได้ถึง 10 เท่า ที่สำคัญอุปกรณ์นี้สามารถใช้งานกับคนไข้ที่ผ่าตัดตั้งแต่สะโพกลงไปจนถึงปลายเท้าได้ต่างจากเครื่องมือนำเข้าที่ทำงานได้เฉพาะส่วนข้อเข่าเท่านั้นแต่ราคาสูงกว่า อีกทั้งยังมีระบบสั่งงานและติดตามผลทางไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้

ถึงแม้นวัตกรรมผลงานเด็กไทยทั้ง 2 ชิ้นนี้จะเป็นผลงานที่สามารถสร้างมูลค่าและลดปริมาณการนำเข้าให้กับอุตสาหกรรมไทยได้สูง แต่ก็ยังเป็นเพียงผลงานต้นแบบที่ต้องได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาต่อให้สามารถใช้งานได้อย่างคงทนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น