'น็อคดาวน์' ขุมทรัพย์ใหม่

ระบบบ้านน็อค ผลผลิตจากการพัฒนาเทคโนโลยีสร้างธุรกิจใหม่ให้กับบูรณาพากรุ๊ปจากผู้ผลิตพาเลทไม้สู่ธุรกิจสร้างบ้าน
ระบบบ้านน็อคดาวน์ ผลผลิตจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ไอแท็ป สวทช.) เปิดมุมมองทางธุรกิจใหม่ให้กับ “บูรณาพากรุ๊ป” จากผู้ผลิตแท่นรองรับสินค้าหรือพาเลทลังไม้กว่า 30 ปีขยับสู่ธุรกิจสร้างบ้าน แบ็คอัพด้วยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน ช่วยลดความเสี่ยง ปิดจุดอ่อนและเติมเต็มจุดแข็ง ขานรับตลาดคนรุ่นใหม่ที่ชอบความสะดวก รวดเร็วและแม่นยำ
โอภาส ชีวะธรรมานนท์ กรรมการผู้จัดการบูรณาพากรุ๊ป เชื่อมั่นว่า ถ้าจะทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืนต้องไม่หยุดพัฒนา เขาจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการผลิตให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น โดยนำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยทำให้ประสิทธิภาพดีขึ้น ลดต้นทุน ลดความสูญเสีย พร้อมกับนำวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ทำกำไรโดยไม่ต้องลงทุน เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมองว่าการทำธุรกิจ (ขา) เดียวมีความเสี่ยงสูง จึงมีแนวคิดแตกธุรกิจใหม่เพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการพัฒนาบ้านระบบน็อคดาวน์
นวัตกรรมบ้านน็อคดาวน์
การเข้าร่วมโครงการไอแท็ปของโอภาส ทำให้มองเห็นโอกาสใหม่ในธุรกิจสร้างบ้าน จึงบูรณาการระบบโครงสร้างเหล็กกับไม้ให้ต่อขยายได้ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง รองรับการถอดประกอบสำหรับการขนย้ายและเพิ่มศักยภาพการลงทุนในโครงการบนพื้นที่เช่า ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด
ธุรกิจนี้จะช่วยลดความเสี่ยง ปิดจุดอ่อนและเติมเต็มจุดแข็ง เกิดเป็น “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” ให้กับบูรณาพากรุ๊ป ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการบ้านน็อคดาวน์ เนื่องจากไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนรุ่นใหม่ชอบความรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลว่าผู้รับเหมาจะทิ้งงาน และราคาต่อตารางเมตรไม่แพง หรือเฉลี่ยยูนิตไม่เกิน 5 แสนบาทถูกกว่ายูนิตคอนโดขนาด 20 ตารางเมตรที่ราคาอยู่ในหลักล้านบาท
ปัจจุบันพาเลทลังไม้ยังคงเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว ส่วนบ้านน็อคดาวน์เป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายทั้งเรื่องของไลฟ์สไตล์และกำลังซื้อ
“ผมต้องการสร้างธุรกิจใหม่อีกขาหนึ่งเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการทำธุรกิจมากยิ่งขึ้น และมองว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะเติบโตไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าพาเลทไม้ส่งออกก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องเพราะมีราคาถูกกว่า พาเลทพลาสติกและกระดาษ แถมยังสามารถนำกลับมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย”
กลุ่มเป้าหมายหลักของบ้านระบบน็อคดาวน์ คือครอบครัวเล็กที่ต้องการต่อขยายพื้นที่ในอนาคตได้ไม่จำกัด จากเดิมอยู่คนเดียวเมื่อแต่งงานมีลูกต้องการขยายพื้นที่อยู่อาศัยให้กว้างขึ้น แทนที่จะต้องย้ายที่อยู่ใหม่ในกรณีที่มีพื้นที่ ส่วนอีกกลุ่มก็คือ บ้านพักอาศัยสวัสดิการสำหรับคนงานซึ่งเพิ่มจำนวนในอนาคต รวมทั้งเพื่อรองรับการขยายพื้นที่ของโรงงานแทนที่จะทุบทิ้งก็แค่ถอดไปประกอบในตำแหน่งใหม่เท่านั้น
“ผมนำแนวคิดนี้มาต่อยอดให้เป็นเหมือนอพาร์ตเมนท์ ที่พักอาศัย ซึ่งสามารถต่อเติมความสูงความกว้างได้ สามารถรื้อ ขนย้ายไปสร้างใหม่ ช่วยประหยัดเงินทุนการก่อสร้างได้ถึง 80-90% คาดว่าในปีหน้าสัดส่วนรายได้จากบ้านน็อคดาวน์จะอยู่ที่ 5% และอัตราการเติบโตน่าจะไม่ต่ำกว่า 10-20% ต่อปี”
สื่อสารสร้างความเชื่อมั่น
ถึงกระนั้นในช่วงระยะแรกของการรุกตลาดไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า บ้านที่แข็งแรงจะต้องเป็นบ้านที่สร้างจากคอนกรีต จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายของการทำตลาดบ้านน็อคดาวน์ และทำให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นกับระบบน็อคดาวน์ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีที่บริษัทนำมาสร้างบ้านว่า มีความแข็งแรง ไม่แพ้บ้านคอนกรีต อีกทั้งสามารถสร้างชั้นเดียวจนถึงอาคาร 4 ชั้น ที่ผ่านการคำนวณทางวิศวกรรมมาเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งในแง่ของความปลอดภัย เพราะเสาเหล็กที่ใช้รองรับน้ำหนักได้ถึงต้นละ 28 ตัน มากเกินพอสำหรับหนึ่งยูนิตที่มีคนอาศัย 4 คน
เฟสต่อไปทางทีมงานเตรียมออกแบบให้สามารถขยายพื้นที่ได้มากขึ้น จากหนึ่งยูนิตขยายเป็นห้องอาหาร ห้องนอนของลูก ด้วยการต่อออกด้านข้างหรือต่อเพิ่มชั้นสอง
สำหรับแนวทางการทำตลาดเน้นการสื่อสารผ่านโซเซียลมีเดีย งานแฟร์ที่เกี่ยวกับบ้านพักที่อยู่อาศัย รวมทั้งการสร้างบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าได้เข้าไปเยี่ยมชมา "โอภาส" มองว่า กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาใช้บริการเพื่อสร้างบ้านหลังแรก น่าจะเป็นผู้ที่มีที่ดินอยู่ต่างจังหวัดมากกว่าคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการสร้างเป็นบ้านหลังที่สอง




